Menu

ป้ายกำกับ: ไขมัน

5 วิธีง่ายๆ ช่วยลด “คอเลสเตอรอล” หรือ “ไขมันในเลือด” อย่างได้ผล

ใครที่ได้ไปตรวจสุขภาพประจำปีมาแล้วต้องตกใจกับตัวเลขของไขมันในเลือดที่พุ่งสูงจนตัวเองยังตกใจ และไม่เข้าใจว่าตัวเลขนี้มาจากไหน ทั้งๆ ที่น้ำหนักก็ไม่ได้เ อ่านต่อ

ใครที่ได้ไปตรวจสุขภาพประจำปีมาแล้วต้องตกใจกับตัวเลขของไขมันในเลือดที่พุ่งสูงจนตัวเองยังตกใจ และไม่เข้าใจว่าตัวเลขนี้มาจากไหน ทั้งๆ ที่น้ำหนักก็ไม่ได้เกินมาตรฐาน รูปร่างก็ไม่ได้อ้วน และอาหารการกินก็ไม่ได้ทานอะไรที่คิดว่าจะเพิ่มไขมันในเลือดได้เลย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ไขมันที่อยู่รอบพุง รอบต้นแขน ต้นขา เป็นคนละชนิดกันกับไขมันที่อยู่ในเลือด ไขมันในเลือดจะสูงหรือต่ำ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่น้ำหนัก หรือรูปร่างของร่างกาย เพราะไขมันที่อยู่ในเลือดเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ว่ามีคนผอมๆ หลายคนต้องตกใจเมื่อตรวจเจอว่าตัวเองมีปริมาณไขมันในเลือดสูงกว่าคนอ้วนหลายๆ คนเสียอีก ดังนั้น การลดไขมันในเลือดจึงไม่อาจมองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้จากการมองดูด้วยตาภายนอก จะเช็กได้ก็ต่อเมื่อเจาะเลือดแล้วให้ทีมแพทย์เป็นผู้ตรวจเท่านั้น

 

 

ลดคอเลสเตอรอลทำได้อย่างไร ?
ไขมันในเลือดสูง เป็นต้นเหตุของโรคอันตรายหลายโรค เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตีบ หัวใจล้มเหลว ไขมันพอกตับ เบาหวาน และโรคอื่นๆ ดังนั้นก่อนที่จะเกิดโรคเหล่านี้ เราจึงควรพยายามลดไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้ได้เร็วที่สุด มีวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดไขมันในเลือดได้ ดังนี้

1. ออกกำลังกาย
วิธีแรกๆ ที่อยากแนะนำ ก่อนจะพูดถึงเรื่องอาหารการกิน คือเรื่องออกกำลังกาย เพราะคนส่วนใหญ่มักคิดว่าไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายมาจากอาหาร จึงเริ่มลดอาหารก่อน อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ความคิดที่ผิด แต่การลดไขมันในเลือดอย่างได้ผล ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ ที่จะช่วยลดไขมันเลว และเพิ่มไขมันดีในร่างกายได้ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเปลี่ยนคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ให้กลายเป็นไขมันดีได้ โดยวิธีออกกำลังกายที่จะช่วยลดไขมันในเลือดได้เป็นอย่างดี คือการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ที่เน้นการออกกำลังหัวใจให้แข็งแรง กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่อยากแนะนำ คือ วิ่ง แอโรบิค ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ การเล่นกีฬาชนิดต่างๆ รวมไปถึงกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายของเราเหนื่อยหอบ มีเหงื่อไหลชุ่ม สามารถสลับวิธีการออกกำลังกายไปได้เรื่อยๆ แต่ควรใช้เวลาในการออกกำลังกายติดต่อกันอย่างน้อย 30 นาทีเป็นต้นไป ถ้าไม่ไหวให้ลดกำลังลง เช่น เปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดิน ลดความเร็วในการปั่นจักรยานลง เปลี่ยนท่าแอโรบิคเป็นท่าที่เบาลง หรือเปลี่ยนจากว่ายน้ำมาเป็นการตีขาเบาๆ แทน แต่ให้ทำกิจกรรมเหล่านั้นติดต่อกัน 30 นาทีให้ได้ และควรออกกำลังกายให้ได้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเล่นวันเว้นวัน หรือเล่นวันจันทร์ถึงพฤหัส แล้วหยุดศุกร์เสาร์อาทิตย์ก็ได้

นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยลดไขมันในเลือดได้อย่างได้ผลมากๆ แล้ว สิ่งที่เราได้รับเพิ่ม คือความแข็งแรงของหัวใจ ที่จะไม่ทำให้เราเหนื่อยง่ายเมื่อต้องเดิน หรือวิ่งในชีวิตประจำวัน

คำแนะนำเพิ่มเติม : เพื่อให้การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น ควรออกกำลังกายอบบเวทลิฟติ้ง (Weight Lifting) ควบคู่กันไปด้วย เช่น การยกน้ำหนัก ดัมเบล ลูกตุ้ม หรือใช้อุปกรณ์ในฟิตเนส หรือยิม เพราะการออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ทำให้มีกำลังในการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเพิ่มขึ้น และยังได้รูกร่างสัดส่วนที่กระชับสวยงามมากขึ้นอีกด้วย

2. ลดการทานอาหารที่มีพลังงานสูงเกินไป
อาหารที่มีไขมันสูง ไม่ได้มีเพียงขาหมู ข้าวมันไก่ เนื้อหรือหมูติดมัน หรือของทอดที่เราเห็นไขมันด้วยสายตาเท่านั้น แต่รวมถึงอาหารที่มีการใช้ “ของเทียม” เยอะ เช่น ขนมปังเบเกอรี่ต่างๆ ที่มีการใส่เนยเทียม ครีมเทียมเยอะ หรือที่เราเรียกว่า “ไขมันทรานส์” นั่นเอง

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงอาหารที่มีแป้งไม่ขัดสี และน้ำตาลสูง เช่น ขนมขบเคี้ยว ของหวานชนิดต่างๆ เครื่องดื่มรสหวานมัน ฯลฯ และอาหารที่ผ่านกรบวนการแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม โบโลญญ่าต่างๆ อีกด้วย

3. ทานอาหารไขมันต่ำ
เลี่ยงอาหารเหล่านี้ด้วยการหันมาทานอาหารประเภทต้ม นึ่ง หรือย่างมากยิ่งขึ้น (ย่างด้วยไฟอ่อน ไม่ไหม้เกรียมจนเกินไป) ลดการทานแกงกะทิ หลีกเลี่ยงการทานเนื้อติดมัน และหนังสัตว์ เช่น หนังหมู หนังไก่ หนังปลา ลดเครื่องในสัตว์ และหลีกเลี่ยงการทานอาหารมากเกินความจำเป็น หากมีความต้องการที่จะทานอาหาร หรือเรียกง่ายๆ ว่าหิวยามบ่าย หรือยามดึก พยายามเลือกทานเป็นผลไม้น้ำตาล/แป้งต่ำ อย่าง ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิ้ล แก้วมังกร แคนตาลูป หรือถ้าหิวก่อนออกกำลังกาย ให้เลือกทานอีเนอจี้บาร์ (energy bar) ที่เป็นธัญพืชอบแท่ง หรือกล้วยสด เพื่อให้พลังงานที่เหมาะสม ก่อนเริ่มออกกำลังกาย และหากต้องการทานแป้ง เลือกข้าวไม่ขัดสีอย่าง ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ และขนมปังโฮลวีท จะดีกว่า

คำแนะนำ : หากจะทานผลไม้ ควรทานทั้งกาก คือทานทั้งชิ้นสดๆ ไม่คั้นดื่มเฉพาะน้ำ เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินไปกับกากอาหารเยอะมาก และที่เราได้ดื่มส่วนใหญ่จะเป็นน้ำตาลเสียมากกว่า และหากเราทานสดทั้งชิ้นพร้อมกากใยอาหาร จะช่วยให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้นอีกด้วย

4. เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มแอลกอฮอล์
สองปัจจัยนี้ทำให้ร่างกายเกิดการสะสมของไขมันในเลือดได้เช่นกัน ดังนั้นหากอยากมีสุขภาพดี ควรเลือกพฤติกรรมทั้งสองอย่างนี้ด้วย

5. ลดการทานไข่แดง อาหารทะเล นมวัวสูตรปกติ
เฉพาะคนที่มีไขมันในเลือดสูงมากจริงๆ ควรลดการทานไข่แดงวันละไม่เกินครึ่งฟอง ลดการทานกุ้ง หอย ปลาหมึก และเปลี่ยนการดื่มนมเป็นสูตรพร่อมมันเนย แต่ใครที่ไม่ได้มีไขมันอยู่ในสูงมากจนต้องทานยา ยังสามารถทานอาหารเหล่านี้ได้ตามปกติ (ตามปกติ คือไม่ได้ให้ทานมากเกินไป แต่สามารถทานได้วันละนิดวันละหน่อยตามปกติ)

หากปฏิบัติให้ได้ตาม 5 ข้อนี้แล้ว สัญญาณของไขมันในเลือดยังไม่ดีขึ้นภายใน 4 เดือนถึง 1 ปี ควรพบแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขด้วยวีธีอื่น เพราะคุณอาจกำลังเสี่ยงมีไขมันในเลือดสูงจากสาเหตุอื่นที่ต้องทำการรักษาเพิ่มเติมด้วยการใช้ยา เช่น กรรมพันธุ์จากครอบครัว หรือเป็นผลข้างเคียงมาจากวิธีการรักษาโรคประจำตัวอื่นๆ เป็นต้น

ที่ท่องเที่ยวประเทศเกาหลี

ออกกำลังกายอย่างไร เผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด?

Fat Burn Zone ช่วงเวลาที่การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญไขมันได้มากที่สุด เคยลองสังเกตไหมคะว่า ถ้าเราปั่นจักรยานแบบกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ กับลองปั่นจักรยานแบบป อ่านต่อ

Fat Burn Zone ช่วงเวลาที่การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญไขมันได้มากที่สุด
เคยลองสังเกตไหมคะว่า ถ้าเราปั่นจักรยานแบบกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ กับลองปั่นจักรยานแบบปั่นสุดแรงเกิด ความเหนื่อยจะแตกต่างกันเยอะ หัวใจเต้นตุบๆ ช่วงที่เป็น fat Burn Zone คือช่วงที่ออกกำลังกายหนักปานกลาง แต่ต่อเนื่อง ไม่เหนื่อยหอบมากจนเกินไป แต่ก็รู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้น ซึ่งมักจะพบเมื่อเราปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค วิ่ง ว่ายน้ำ และอื่นๆที่ไม่ใช่การยกเวท ในความเร็วระดับปานกลาง และจังหวะคงที่ไปสักระยะ อาจจะอยู่ที่ 15-30 นาทีแล้วแต่ความแข็งแรงของแต่ละคน

หากเริ่มออกกำลังกายหนักขึ้น จะเริ่มเป็นการ Cardio ที่จะเริ่มเป็นการออกกำลังกายหัวใจ ซึ่งร่างกายอาจจะทนช่วงนี้ได้ไม่นานเท่ากับช่วง Fat Burn Zone ที่เป็นการออกกำลังกายระดับปานกลาง แต่ยาวนานกว่า

สังเกตอย่างไร ว่ากำลังออกกำลังกายช่วย Fat Burn Zone อยู่หรือเปล่า?
หากเป็นการออกกำลังกายช่วงปานกลาง หรือช่วง Fat Burn Zone จะมีความเหนื่อยในระดับที่พอจะยังพูดประโยคยาวๆ ได้บ้าง แต่รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น และร้องเพลงยาวๆ ไม่ได้ ทั้งนี้ต้องออกกำลังกายระยะนี้ให้ได้ 30 นาทีเป็นอย่างต่ำ เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายใหม่ๆ หรือผู้สูงอายุ

แต่หากเป็นการออกกำลังกายระดับ Cardio ที่หัวใจจะเต้นแรงขึ้นมาก จะพูดได้แค่ประโยคสั้นๆ หรือเป็นคำๆ หายใจถี่ขึ้นแต่ไม่ถึงกับหอบแฮ่กๆ อาจจะใช้เวลาน้อยลงเพียง 15-20 นาที เหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว หรือเป็นนักกีฬา

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนออกกำลังกาย ควรเช็คสภาพร่างกายตัวเองให้ดีว่าก่อนหน้านี้ทานอาหารมาเรียบร้อย มีพลังงานสำหรับออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอ วอล์มร่างกาย และ cool down หลังออกกำลังกายเสร็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นลมหมดสติ หรืออาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างออกกำลังกาย

การดูแลและการรักษาสัตว์เลี้ยง

งดแป้ง งดไขมัน งดมื้อเย็น ทำไมยังอ้วน?

    3 วิธียอดฮิตของใครหลายๆ คนที่อยากผอม คงหนีไม่พ้นการงดแป้ง งดไขมัน และงดมื้อเย็น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดี และใครๆ ก็แนะนำให้ทำแบบนี้ แต่เชื่อหรื อ่านต่อ

    3 วิธียอดฮิตของใครหลายๆ คนที่อยากผอม คงหนีไม่พ้นการงดแป้ง งดไขมัน และงดมื้อเย็น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดี และใครๆ ก็แนะนำให้ทำแบบนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนที่ทำตามวิธีดังกล่าว นอกจากน้ำหนักจะไม่ลดอย่างที่ใจหวังแล้ว ยังอาจน้ำหนักเพิ่มขึ้นก่อนที่จะตั้งใจลดความอ้วนเสียอีก หรือที่เรียกกันว่า “โยโย่เอฟเฟกต์” นั่นเอง

แท้ที่จริงแล้ว 3 วิธีสุดฮิตดังกล่าว ไม่ใช่วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้องเลย เพราะอะไร ลองมาดูกัน

 


1. งดแป้ง
บางคนงดแป้งโดยเด็ดขาด ถึงขั้นตัดอาหารเหล่านี้ออกจากร่างกายในทุกมื้อ เกาเหลาผักล้วนไม่ใส่กระเทียมเจียว ส้มตำ หรือสลัดผักล้วนทุกวัน กินวนไปเรื่อยๆ แบบนี้ ทำให้ร่ายกายเริ่มรู้สึกว่ากำลังขาดสารอาหาร และบังคับให้ร่างกายอยากหาของหวานมาทานโดยด่วนๆ เพราะร่างกายกลัวว่าเราจะขาดสารอาหาร เป็นเหตุให้ใครหลายคนที่งดแป้งไปสักพัก เกิดความอยากอาหารหวาน ขนมหวานๆ น้ำหวานๆ แบบหน้ามืดตามัว จนเผลอทานเยอะเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ พลังงานเหลือมาสะสมไว้ที่พุง ที่ก้น และต้นขาของเรานี่แหละ

เหตุที่ร่างกายเลือกโหยหาน้ำตาลด่วนๆ ในช่วงที่ร่างกายคิดว่าตัวเองกำลังจะขาดแคลนแป้งนั้น เพราะน้ำตาลสามารถให้พลังงานกับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง แต่เพราะการดูดซึมได้เร็ว หากทานเยอะก็จะทำพลังงานที่ได้ไปใช้ไม่ทัน พลังงานที่เหลือจะถูกนำไปสะสม แต่สักพักเราก็จะหิวโหยใหม่ เพราะพลังงานที่เหลือนั้นนำไปสะสมอยู่ในชั้นไขมันหนาๆ ของเราไปแล้วนั่นเอง

วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือ ไม่ให้งดแป้ง แต่ให้ลดการทานแป้งขัดสี พวกแป้งขาวๆ ผ่านการแปรรูปแล้วทั้งหลาย ไล่ไปตั้งแต่ข้าวขาว น้ำตาลทรายขาว ขนมปังขาว น้ำหวาน น้ำเชื่อม ผลไม้รสหวานจัด ขนมหวานต่างๆ กะทิ ขนมจากเบเกอรี่ เช่น เค้ก โดนัท ครัวซอง ขนมปังไส้กรอก เป็นต้น โดยหันมาเลือกทานแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขนมปังโฮลวีท น้ำตาลที่ไม่ขัดสี น้ำผึ้ง เผือก มัน เป็นต้น

 

2. งดไขมัน
นี่เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่ถูกคาดโทษว่าเป็นต้นเหตุของไขมันส่วนเกินทั้งหมดของร่างกาย ทั้งที่จริงแล้วบางคนที่ไม่ชอบทานอาหารมันๆ ก็อ้วนได้เพราะแป้ง และน้ำตาลนั่นแหละ ไม่ได้เกี่ยวกับไขมันเลย แต่ถึงกระนั้นไขมันเป็นต้นเหตุของไขมันส่วนเกินร่างกายได้เหมือนกัน แถมยังเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ ไขมันพอกตับ เป็นต้น

ดังนั้น เหมือนกันกับแป้ง วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือไม่ได้ให้งด และให้ลดไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย นั่นคือไขมันทรานส์นั่นเอง ไขมันทรานส์ ได้แก่ เนย เนยเทียม มาการีน น้ำมันหมูที่ใช้ทอดอาหารซ้ำๆ และไขมันที่มาจากสัตว์ (ไขมันจากสัตว์กลายเป็นไขมันทรานส์ได้หากผ่านการทอดนานๆ)

ไขมันที่ควรทาน เพราะดีต่อสุขภาพ ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน (ใช้ในกรณีผัดอาหารเร็วๆ ในปริมาณไม่มาก) รวมไปถึงไขมันที่ได้จากน้ำมันปลา เป็นต้น

 

3. งดอาหารเย็น
ถึงแม้ว่าช่วงเย็นหลายๆ คนจะบอกว่าเป็นช่วงที่ใช้พลังงานน้อยกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน ดังนั้นไม่ทานก็ได้ แต่อย่าลืมว่าหากคุณงดทานอาหารมื้อเย็น หรือกฎเหล็ก (แบบปลอมๆ) ของใครหลายคน คือ ไม่ทานอะไรหลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป เท่ากับว่ากว่าจะถึงเช้า ท้องเราจะว่างแบบไม่มีอะไรให้ย่อยเลยไปจนถึงเช้าของอีกวัน รวมๆ แล้วนานถึง 12-14 ชั่วโมงเลยทีเดียว นานใช่ไหมล่ะ ถ้าเปลี่ยนเวลาช่วงนี้มาเป็นตอนกลางวัน รับรองว่าเราต้องผิวจัดจนหน้ามืดตาลาย ทำงานไม่ได้แน่นอน

ดังนั้นการงดอาหารเย็นจึงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องอีกเช่นกัน อาหารคล้ายๆ กับคนที่งดแป้ง คือร่างกายคิดว่าเราจะเข้าสู่ภาวะขาดสารอาหาร หรือภาวะอดอาหาร เมื่อเข้าสู่ช่วงกิน เราจะมีความรู้สึกหิวโหยหนักมากกว่าปกติ เพราะร่างกายต้องการพลังงานเข้ามาสะสมในร่างกายมากขึ้น ใครทนไม่ได้ก็เผลอกินหนัก ใครทนไหวก็ก็ทนไปจนน้ำหนักลดลงเรื่อยๆ แต่พอถึงช่วงหนึ่งที่เราพอใจกับน้ำหนักแล้วเราหันมาทานเหมือนเดิม น้ำหนักก็พุ่งขึ้น เพราะหมดช่วงตุนพลังงานแล้วนั่นเอง

วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือ ทานหลายๆ มื้อเล็กๆ จะซอยเป็น 4 หรือ 6 มื้อก็ได้ อย่าให้ร่างกายรู้สึกขาดสารอาหารจนหิวโหย ให้ร่างกายรู้สึกอิ่มตลอดเวลา ไม่ได้อยู่ในภาวะอดอยาก ทำให้ความอยากอาหารลดลง โดยเฉพาะความอยากน้ำตาล และของหวาน ก็จะลดลงไปด้วย

หวังว่าเพื่อนๆ จะคุมอาหารได้อย่างถูกต้องนะคะ อย่าลืมว่าคุมอาหารแล้ว ต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วย ถึงจะเป็นวิธีลดความอ้วนอย่างได้ผล   Anewlifeinaustralia