Menu

ป้ายกำกับ: ลดหน้าท้อง

ท่าออกกำลังกาย เปลี่ยนหุ่นพลัสไซส์ให้เป็น เอสไซส์!!

ความฝันของสาวๆ หุ่นพลัสไซส์แน่นอนว่าต้องอยากเป็นสาวหุ่นเล็ก ตัวบาง แต่ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล บางคนอาจจะเลือกตัวเลือกแบบผิดๆ เช่น อาหารเสริม ย อ่านต่อ

ความฝันของสาวๆ หุ่นพลัสไซส์แน่นอนว่าต้องอยากเป็นสาวหุ่นเล็ก ตัวบาง แต่ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล บางคนอาจจะเลือกตัวเลือกแบบผิดๆ เช่น อาหารเสริม ยาลดความอ้วน ซึ่งในปัจจุบันนี้มีมากจนหลายๆ คนเลือกใช้ตัวเลือกนี้แทน บางทีผลข้างเคียงที่ได้รับอาจจะยิ่งทำให้สุขภาพของเรายิ่งแย่ลงได้ง่ายยิ่งขึ้น หรืออาจจะโยโย่ทำให้ร่างกายหย่อนยาน ยากเกินกว่าจะแก้รักษาหายและหุ่นที่ผอมก็อาจจะอยู่กับเราได้ไม่นาน ส่วน สาวๆ ที่อยากเห็นผลระยะยาว มารวมตัวกันด้านนี้ได้เลย

 

 

ท่าที่ 1 เริ่มต้นกันที่ ท่าแพลงก์ยืนเข่า เพิ่อให้ร่างกายช่วงบนได้มีการเกร็งตัว ทำ 3 เซ็ต เซ็ตละ 45 วินาทีค่า

ท่าที่ 2 เปลี่ยนจากแพลงก์แบบยืนเข่า ให้มาเป็นแพลงก์ท่าปกติเลยนะคะ เหยียดตัวตรง ศอกขนานกับพื้นเช่นเคย ท่านี้ถือว่าเป็นท่าเบสิกง่ายๆ และเห็นผลได้ดีเลยทีเดียวค่า เช่นกันค่า ทำ 3 เซ็ต ทำค้างไว้ 45 วินาที

ท่าที่ 3 ก็ยังเป็นท่าแพลงก์อยู่นะคะ แต่จะเปลี่ยนมาเป็นแบบหันข้าง ท่านี้จะยิ่งทำให้ร่างกายของเราได้เกร็งทุกสัดส่วนค่า ทำ 3 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาที ทำสลับกันซ้ายขวานะ

ท่าที่ 4 คว่ำหน้า แขนเหยียดตรง แล้วดันขาขึ้นเหมือนท่าเตรียมวิ่ง สลับกันซ้ายขวา ท่านี้จะช่วยให้ช่วงตัวและหน้าท้องกระชับขึ้นค่า ทำ 3 เซ็ต เซ็ตละ 30 ครั้ง

ท่าที่ 5 นอนราบไปกับพื้น แล้วดันตัวขึ้นมาเป็นรูปตัววี ท่านี้จะยิ่งช่วยให้หน้าท้องของเราเกิดการเกร็งและยืดหยุ่นไปพร้อมๆ กันนะคะ ทำ 3 เซ็ต เซ็ตละ 30 ครั้ง

ท่าที่ 6 ท่าสุดท้าย เน้นเบาๆ กันดีกว่าค่ะ นอนคว่ำหน้า ดันช่วงตัวด้านบนขึ้น แขนเหยียดตรงแล้วค่อยๆ เอนตัวไปด้านหลัง ทำ 3 เซ็ต เซ็ตละ 30 วินาทีค่า ท่านี้ก็ยังช่วยเน้นช่วงเอวให้เกิดการยืดหยุ่น เพื่อให้ร่างกายกระชับมากยิ่งขึ้น

เพียงขยันทำอย่างต่อเนื่องรับรองได้เลยว่าไม่โยโย่ ร่างกายเฟิร์ม หุ่นกระชับ อย่างแน่นอน แต่ถ้าอยากให้เห็นผลมากขึ้นควรเลือกกินอาหารคลีนเพื่อสุขภาพ จะยิ่งช่วยให้การลดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนะ

ที่ท่องเที่ยวประเทศเกาหลี

ท่าลดหน้าท้อง เอวคอด ซิกแพคแน่น ด้วยดัมเบล แค่ 5 นาที

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าใครก็อยากมี เอวคอด หน้าท้องแบน หรือ ซิกแพคแน่นๆ กันทั้งนั้นค่ะ ซึ่งหลายคนก็คงคิดว่ามันยาก ต้องออกกำลังกายอย่างหนัก วันๆ นึงต้องทำเป็นชั อ่านต่อ

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าใครก็อยากมี เอวคอด หน้าท้องแบน หรือ ซิกแพคแน่นๆ กันทั้งนั้นค่ะ ซึ่งหลายคนก็คงคิดว่ามันยาก ต้องออกกำลังกายอย่างหนัก วันๆ นึงต้องทำเป็นชั่วโมงแน่ๆ อ้ะๆ ใครที่คิดแบบนี้ หยุดความคิดนั้นไปได้เลยค่าา

ท่าที่เอามาฝากในวันนี้จะช่วยให้หน้าท้องกระชับและเฟิร์มมากขึ้น แต่ส่วนที่ว่าเราจะเห็นซิกแพคได้หรือไม่นั้นมาจากการคุมอาหารด้วย เพราะถ้าไม่คุมอาหารควบคู่ก็จะทำให้มีไขมันบางๆ ตรงบริเวณท้องมาบังส่วนที่เป็นกล้ามเนื้ออยู่ทำให้ออกกำลังกายเท่าไหร่ก็ไม่เห็นซิกแพคซักที ฉะนั้นสาวๆ ฟิตกับดาวต้องออกตามนี้แล้วควบคุมอาหารด้วยนะ

 

วิธีการออกกำลังกายในวันนี้เราจะออก 50 วิ และพัก 10 วิ ทั้งหมด 10 ท่าก็จะเป็น 10 นาทีพอดี สำหรับคนที่ไม่มีดัมเบลสามารถใช้ขวดน้ำแทนได้นะคะ พร้อมแล้วมาออกด้วยกันเลย!

ท่าที่ 1 Crunch with Dumbbell
เริ่มจากท่าแรกเลยนะคะ ท่านี้เป็นท่า Crunch ธรรมดาค่ะแต่เราจะเพิ่มความยากขึ้นนิดนึงโดยการเพิ่มดัมเบลเข้าไปด้วย วิธีทำนอนราบไปกับพื้นแล้วชันเข่าขึ้นจากนั้นใช้แรงจากหน้าท้องดันร่างกายส่วนบนขึ้นมาค้างไว้แล้วกลับไปท่าเดิมค่ะ

ท่าที่ 2 Plank with Row
ท่านี้เริ่มจากท่าแพลงค์แบบจับดัมเบลไว้ทั้งสองข้างค่ะ พยายามเกร็งหน้าท้อง บีบสะโพกเข้าหากัน ให้ลำตัวขนานกับพื้นจากนั้นดึงแขนเข้าหาลำตัวโดยพยายามให้ศอกติดกับลำตัวค่ะสลับกันทีละข้าง

ท่าที่ 3 Leg Lift with Dumbbell
นอนราบไปกับพื้นจากนั้นใส่ดัมเบลไว้ระหว่างเท้าทั้งสองข้าง เมื่อเท้าล็อคกับดัมเบลแล้วให้หย่อนดัมเบลลงเล็กน้อยพอให้รู้สึกว่าหน้าท้องได้ทำงาน จากนั้นดึงดัมเบลให้กลับมาในท่าเดิม

ท่าที่ 4 Mountain Climber with Twist
ท่าแพลงค์โดยจับดัมเบลไว้แบบท่าที่สองที่เราพึ่งทำไปค่ะ จากนั้นยกเข่าแตะศอกทีละข้างสองครั้งแล้วพลิกตัวไปทำแพลงค์ข้างพร้อมยกดังเบลขึ้น ถ้าหากท่าที่ยากเกินไปสามารถทำแค่เข่าแตะศอกได้ค่ะ

ท่าที่ 5 Bike Crunch with Hold Dumbbell
มาทำท่าปั่นจักรยานบริหารหน้าท้องกันค่า ท่านี้เรามีการจับดัมเบลเพื่อเพิ่มความยากไปด้วยค่ะ เวลาทำพยายามให้หลังล่างติดพื้นนะคะ เพราะไม่งั้นจะเจ็บหลังล่างได้ค่ะทริคคือเกร็งหน้าท้องไว้ค่ะ

ท่าที่ 6 Dumbbell Russian Twist
นั่งแบบชันเข่าแล้วจับดัมเบลด้วยมือสองข้าง จากนั้นเอียงหลังเป็น 45 องศากับพื้นเพื่อให้หน้าท้องทำงาน เกร็งหน้าท้องและหลังตรงตลอดเวลาที่ทำ บิดลำตัวซ้ายขวา

ท่าที่ 7 Butterfly Sit-Up with Dumbbell
นั่งให้เท้าชนกัน ถือดัมเบล 1 อันระหว่างมือทั้งสอง จากนั้นนอนราบไปกับพื้นแล้วใช้แรงจากหน้าท้องดันส่วนบนของร้างกายขึ้นมาเหนือพื้นจนให้ดัมเบลแตะเท้าที่ชนกันนับเป็น 1 ครั้ง

ท่าที่ 8 Wood Chop ซ้าย
คุกเข่าสองข้างประมาณหัวไหล่ ใช้ดัมเบลเพียงหนึ่งอันในการทำท่านี้ นั่งตัวตรงเกร็งหน้าท้องไว้ จากนั้นบิดลำตัวจากซ้ายมาขวาเพื่อบริหารส่วนหน้าท้องข้างๆ ในการทำพยายามอย่าให้ลำตัวขยับไปมามากเกินไปเพราะจะเป็นการบริหารส่วนอื่นเเทน

ท่าที่ 9 Wood Chop ขวา
คุกเข่าสองข้างประมาณหัวไหล่ ใช้ดัมเบลเพียงหนึ่งอันในการทำท่านี้ นั่งตัวตรงเกร็งหน้าท้องไว้ จากนั้นบิดลำตัวจากขวามาซ้ายเพื่อบริหารส่วนหน้าท้องข้างๆ ในการทำพยายามอย่าให้ลำตัวขยับไปมามากเกินไปเพราะจะเป็นการบริหารส่วนอื่นเเทน

ท่าที่ 10 Twist and Punch
นั่งคุกเข่าเหมือนท่าก่อนหน้าแต่จับดัมเบลข้างละอัน จากนั้นชกไปทางตรงกันข้ามกับมือพร้อมบิดลำตัวเล็กน้อยทำสลับกันทั้งสองข้างไม่ต้องไวเน้นช้าๆโฟกัสกล้ามเน้อท้องค่ะ

อย่างไรก็ตามที่ได้บอกว่าข้างบนว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนที่ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง พูดง่ายๆคือเป็นการสร้างซิกแพค ซึ่งจะรู้สึกแข็งๆบริเวณหน้าท้อง

ที่ท่องเที่ยวประเทศเกาหลี

ประเภทของการออกกำลังกาย

เชื่อว่าทุกวันนี้ ทุกคนทราบถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายมีประโยชน์มากมาย แต่เรารู้ไหมว่า ที่เราออกกำลังกายอยู่ทุกวันนี้ ร่างกายเราได อ่านต่อ

เชื่อว่าทุกวันนี้ ทุกคนทราบถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายมีประโยชน์มากมาย แต่เรารู้ไหมว่า ที่เราออกกำลังกายอยู่ทุกวันนี้ ร่างกายเราได้ประโยชน์อย่างเต็มที่แล้วรึยัง?

จริงๆแล้วการออกกำลังกายแบ่งออกแบบง่ายๆ เป็น 3 ประเภท คือ การออกกำลังกายที่เน้นพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และปอด ,การออกกำลังกายที่เน้นเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ และการออกกำลังกายที่เน้นเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เดี๋ยวเรามาลองดูตัวอย่างง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพกันได้มากยิ่งขึ้น

1.การออกกำลังกายที่เน้นพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และปอด (Cardiovascular Respiratory Exercise) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า คาร์ดิโอ เบิร์น เป็นต้น ยกตัวอย่างกิจกรรมง่ายๆ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค ฯลฯ โดยส่วนสำคัญคือจะช่วยพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ ปอด มีสมรรถภาพที่ดียิ่งขึ้น และยังเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อว่า หลายๆคนทำกิจกรรมแบบนี้กันเป็นประจำอยู่แล้ว โดยตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำคือให้ออกกำลังกายรูปแบบนี้อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ (ทำถึงกันไหมครับ?)

2.การออกกำลังกายที่เน้นเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ (Resistance Exercise) พอพูดถึงแบบนี้ทุกคนก็จะนึกถึง การยกน้ำหนักหรือเล่นเวท แน่นอน แต่จริงๆแล้วการออกกำลังกายแบบแรงต้านมีหลากหลายรูปแบบ โดยอาจจะใช้น้ำหนักตัวเป็นแรงต้าน (วิดพื้น ซิตอัพ) ใช้แรงต้านจากยางยืด ใช้แรงต้านกับอุปกรณ์ภายในบ้านต่างๆ (กระเป๋า ขวดน้ำ หนังสือ) ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อส่วนที่บริหารมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ช่วยให้สัดส่วนต่างๆมีความกระชับมากยิ่งขึ้น และสำหรับคนที่ลดน้ำหนัก อาจจะมองว่าการออกกำลังกายแบบนี้ไม่จำเป็น แต่จริงๆ มีส่วนสำคัญอย่างมากเลยครับ เพราะจะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ เพิ่มการเผาผลาญขั้นต่ำให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยแนะนำบริหารกล้ามเนื้อแต่ละส่วนสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย (สำหรับผู้หญิงไม่ต้องกลัวกล้ามใหญ่นะครับ เพราะผู้หญิงมีฮอร์โมนในร่างกายที่แตกต่างกับผู้ชาย เพราะฉะนั้นกล้ามไม่ใหญ่เหมือนผู้ชายแน่นอนครับ)

3.การออกกำลังกายที่เน้นเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ (Flexibility Exercise) หรือที่เรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า ยืดเหยียด อ่อนตัว ซึ่งรวมไปถึงกิจกรรม เช่น โยคะ พิลาทิส ไทชิ ชี่กง ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น หลายๆ คนอาจจะงงว่า กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นมีประโยชน์อย่างไร ลองนึกง่ายๆ ว่า ถ้ากล้ามเนื้อเราเหมือนหนังสติ๊ก เวลาเราเก็บหนังสติ๊กไว้นานๆ แล้วพอมาดึง จะเป็นยังไงครับ ก็จะขาดใช่ไหมครับ แต่ถ้าเราใช้อยู่เป็นประจำ กว่าจะขาดก็ต้องใช้เวลาใช่ไหมครับ ก็เปรียบเหมือนกล้ามเนื้อเรา ถ้าไม่เคยยืดเหยียดเลย พอเราก้มไปยกของหนักๆก็จะปวดหลังทันที แต่ถ้ากล้ามเนื้อเรามีความยืดหยุ่นก็จะช่วยลดโอกาสบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ โดยสามารถทำได้เป็นประจำ อย่างน้อยทุกครั้งหลังออกกำลังกายก็จะดีครับ

เห็นไหมครับว่า การออกกำลังกายแต่ละแบบก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกัน ใครที่พึ่งเริ่มออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายมานานแล้ว ลองเช็ครูปแบบการออกกำลังกายของตัวเราเองดูครับ ว่า เราออกกำลังกายครบทุกแบบรึยัง?