Menu

ป้ายกำกับ: ดูแลสุขภาพ

ข้อเข่าเสื่อม กับสัญญาณอันตรายที่คุณอาจไม่รู้ตัว

หากพูดถึงโรคที่เกี่ยวข้อเข่า หลายคนคงจะนึกถึงผู้เฒ่าผู้แก่ที่เดินไปก็ร้องโอดโอยเพราะเจ็บเข่าไป แต่อันที่จริงแล้วไม่ได้มีเพียงแค่วัยชราเท่านั้นที่มีควา อ่านต่อ

หากพูดถึงโรคที่เกี่ยวข้อเข่า หลายคนคงจะนึกถึงผู้เฒ่าผู้แก่ที่เดินไปก็ร้องโอดโอยเพราะเจ็บเข่าไป แต่อันที่จริงแล้วไม่ได้มีเพียงแค่วัยชราเท่านั้นที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม วัยทำงานเองก็มีความเสี่ยงไม่น้อยเช่นเดียวกัน แต่คุณอาจเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว

จึงถือโอกาสแนะนำสัญญาณอันตรายของโรคข้อเข่าเสื่อมในวัยทำงาน มาให้เพื่อนๆ ได้ลองเช็คสุขภาพข้อเข่าของตัวเองกันค่ะ

ข้อเข่าเสื่อม เกิดจากอะไร?
ข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการที่กระดูกอ่อนที่คลุมอยู่บริเวณปลายข้อต่อหัวเข่าบางลงหรือผุลง จนปลายกระดูกเริ่มเข้าใกล้และเสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการเจ็บเวลาเดินหรืองอเข่า จนเริ่มเดินขาโก่งโดยไม่รู้ตัว และในที่สุดก็กลายเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

ใครที่มีความเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม
– ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
– ผู้หญิง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชาย เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน้อยกว่า
– น้ำหนักตัวที่สูงขึ้น เกิดจากพฤติกรรมการกินที่มากเกินไป และขาดการออกกำลังกาย
– การสวมรองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน

สัญญาณอันตรายของโรคข้อเข่าเสื่อม
1.มีอาการเจ็บข้อเข่าเมื่อมีการเดิน หรือยืน เป็นเวลาติดต่อกันนาน 2-4 อาทิตย์
2.เจ็บหัวเข่าเมื่อเดินขึ้นลงบันได
3.ในระยะหลังๆ อาจมีอาการเจ็บแม้กระทั่งเดินธรรมดาปกติ
4.เริ่มเดินขาโก่ง หรือขาแยกโดยไม่รู้ตัว

เสียงดังกรอบแกรบลั่นออกมาจากข้อ อันตรายหรือไม่?

เสียงจากข้อต่อเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากปลอกหุ้มข้อต่อขยายออกและแรงดันในข้อต่อลดลง จนก๊าซที่ละลายอยู่ในน้ำไขข้อมารวมตัวกันจนกลายเป็นก๊าซขนาดใหญ่ จากนั้นเมื่อปลอกหุ้มข้อต่อขยายออกไปอีก น้ำไขข้อไหลกลับเข้าสู่ข้ออีกครั้ง ฟองก๊าซนั้นก็ยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว จนเป็นเสียงดังในข้อขึ้นมา

นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการขยับกระดูกบริเวณข้อต่ออย่างต่อเนื่อง เป็นการกระทบ หรือเสียดสีกันระหว่างกระดูกอ่อน เส้นเอ็น และส่วนอื่นๆ บริเวณใกล้เคียง แต่หากเป็นเสียงของกระดูกอ่อนที่เชื่อมต่อข้อต่างๆ เสื่อมสภาพลง จนเกิดเป็นอาการอักเสบขึ้นมา เมื่อนั้นก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกัน

5 วิธีหลีกเลี่ยงการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
1.บริหารกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าอยู่เสมอ โดยนั่งเหยียดและกระดกปลายเท้าโดยไม่งอเข่า และสามารถออกกำลังกายบริหาร โดยใช้ท่าหมุนหัวเข่า หมุนไปกลับ 3 เช็ต เช็ตละ 20 ครั้ง หรืออาจเป็นท่าอื่นๆ ที่ใกล้เคียงได้
2.หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรือหลายขั้นๆ มากเกินไป
3.ควบคุมน้ำหนักของร่างกายไม่ให้มากเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
4.หากมีอาการปวดหัวเข่ามากๆ จนทนไม่ไหว สามารถเลือกทานยาแก้อักเสบของข้อเข่าได้ แต่ควรทานเมื่อจำเป็นเท่านั้น
5.หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่ต้องงอเข่ามากๆ เช่น การนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งคุกเข่านานๆ

หากมีอาการเจ็บปวดมาก หรือรู้สึกเสียงแปร๊บที่หัวเข่า ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกวิธี อย่าซื้อยามาทานเองทุกครั้งที่มีอาการปวดเป็นอันขาด เพราะนอกจากจะไม่ใช่วิธีการรักษาที่ถูกต้องแล้ว อาจมีความเสี่ยงที่จะดื้อยา หรือใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ถูกต้องได้

งดแป้ง งดไขมัน งดมื้อเย็น ทำไมยังอ้วน?

    3 วิธียอดฮิตของใครหลายๆ คนที่อยากผอม คงหนีไม่พ้นการงดแป้ง งดไขมัน และงดมื้อเย็น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดี และใครๆ ก็แนะนำให้ทำแบบนี้ แต่เชื่อหรื อ่านต่อ

    3 วิธียอดฮิตของใครหลายๆ คนที่อยากผอม คงหนีไม่พ้นการงดแป้ง งดไขมัน และงดมื้อเย็น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดี และใครๆ ก็แนะนำให้ทำแบบนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนที่ทำตามวิธีดังกล่าว นอกจากน้ำหนักจะไม่ลดอย่างที่ใจหวังแล้ว ยังอาจน้ำหนักเพิ่มขึ้นก่อนที่จะตั้งใจลดความอ้วนเสียอีก หรือที่เรียกกันว่า “โยโย่เอฟเฟกต์” นั่นเอง

แท้ที่จริงแล้ว 3 วิธีสุดฮิตดังกล่าว ไม่ใช่วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้องเลย เพราะอะไร ลองมาดูกัน

 


1. งดแป้ง
บางคนงดแป้งโดยเด็ดขาด ถึงขั้นตัดอาหารเหล่านี้ออกจากร่างกายในทุกมื้อ เกาเหลาผักล้วนไม่ใส่กระเทียมเจียว ส้มตำ หรือสลัดผักล้วนทุกวัน กินวนไปเรื่อยๆ แบบนี้ ทำให้ร่ายกายเริ่มรู้สึกว่ากำลังขาดสารอาหาร และบังคับให้ร่างกายอยากหาของหวานมาทานโดยด่วนๆ เพราะร่างกายกลัวว่าเราจะขาดสารอาหาร เป็นเหตุให้ใครหลายคนที่งดแป้งไปสักพัก เกิดความอยากอาหารหวาน ขนมหวานๆ น้ำหวานๆ แบบหน้ามืดตามัว จนเผลอทานเยอะเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ พลังงานเหลือมาสะสมไว้ที่พุง ที่ก้น และต้นขาของเรานี่แหละ

เหตุที่ร่างกายเลือกโหยหาน้ำตาลด่วนๆ ในช่วงที่ร่างกายคิดว่าตัวเองกำลังจะขาดแคลนแป้งนั้น เพราะน้ำตาลสามารถให้พลังงานกับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง แต่เพราะการดูดซึมได้เร็ว หากทานเยอะก็จะทำพลังงานที่ได้ไปใช้ไม่ทัน พลังงานที่เหลือจะถูกนำไปสะสม แต่สักพักเราก็จะหิวโหยใหม่ เพราะพลังงานที่เหลือนั้นนำไปสะสมอยู่ในชั้นไขมันหนาๆ ของเราไปแล้วนั่นเอง

วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือ ไม่ให้งดแป้ง แต่ให้ลดการทานแป้งขัดสี พวกแป้งขาวๆ ผ่านการแปรรูปแล้วทั้งหลาย ไล่ไปตั้งแต่ข้าวขาว น้ำตาลทรายขาว ขนมปังขาว น้ำหวาน น้ำเชื่อม ผลไม้รสหวานจัด ขนมหวานต่างๆ กะทิ ขนมจากเบเกอรี่ เช่น เค้ก โดนัท ครัวซอง ขนมปังไส้กรอก เป็นต้น โดยหันมาเลือกทานแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขนมปังโฮลวีท น้ำตาลที่ไม่ขัดสี น้ำผึ้ง เผือก มัน เป็นต้น

 

2. งดไขมัน
นี่เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่ถูกคาดโทษว่าเป็นต้นเหตุของไขมันส่วนเกินทั้งหมดของร่างกาย ทั้งที่จริงแล้วบางคนที่ไม่ชอบทานอาหารมันๆ ก็อ้วนได้เพราะแป้ง และน้ำตาลนั่นแหละ ไม่ได้เกี่ยวกับไขมันเลย แต่ถึงกระนั้นไขมันเป็นต้นเหตุของไขมันส่วนเกินร่างกายได้เหมือนกัน แถมยังเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ ไขมันพอกตับ เป็นต้น

ดังนั้น เหมือนกันกับแป้ง วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือไม่ได้ให้งด และให้ลดไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย นั่นคือไขมันทรานส์นั่นเอง ไขมันทรานส์ ได้แก่ เนย เนยเทียม มาการีน น้ำมันหมูที่ใช้ทอดอาหารซ้ำๆ และไขมันที่มาจากสัตว์ (ไขมันจากสัตว์กลายเป็นไขมันทรานส์ได้หากผ่านการทอดนานๆ)

ไขมันที่ควรทาน เพราะดีต่อสุขภาพ ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน (ใช้ในกรณีผัดอาหารเร็วๆ ในปริมาณไม่มาก) รวมไปถึงไขมันที่ได้จากน้ำมันปลา เป็นต้น

 

3. งดอาหารเย็น
ถึงแม้ว่าช่วงเย็นหลายๆ คนจะบอกว่าเป็นช่วงที่ใช้พลังงานน้อยกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน ดังนั้นไม่ทานก็ได้ แต่อย่าลืมว่าหากคุณงดทานอาหารมื้อเย็น หรือกฎเหล็ก (แบบปลอมๆ) ของใครหลายคน คือ ไม่ทานอะไรหลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป เท่ากับว่ากว่าจะถึงเช้า ท้องเราจะว่างแบบไม่มีอะไรให้ย่อยเลยไปจนถึงเช้าของอีกวัน รวมๆ แล้วนานถึง 12-14 ชั่วโมงเลยทีเดียว นานใช่ไหมล่ะ ถ้าเปลี่ยนเวลาช่วงนี้มาเป็นตอนกลางวัน รับรองว่าเราต้องผิวจัดจนหน้ามืดตาลาย ทำงานไม่ได้แน่นอน

ดังนั้นการงดอาหารเย็นจึงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องอีกเช่นกัน อาหารคล้ายๆ กับคนที่งดแป้ง คือร่างกายคิดว่าเราจะเข้าสู่ภาวะขาดสารอาหาร หรือภาวะอดอาหาร เมื่อเข้าสู่ช่วงกิน เราจะมีความรู้สึกหิวโหยหนักมากกว่าปกติ เพราะร่างกายต้องการพลังงานเข้ามาสะสมในร่างกายมากขึ้น ใครทนไม่ได้ก็เผลอกินหนัก ใครทนไหวก็ก็ทนไปจนน้ำหนักลดลงเรื่อยๆ แต่พอถึงช่วงหนึ่งที่เราพอใจกับน้ำหนักแล้วเราหันมาทานเหมือนเดิม น้ำหนักก็พุ่งขึ้น เพราะหมดช่วงตุนพลังงานแล้วนั่นเอง

วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือ ทานหลายๆ มื้อเล็กๆ จะซอยเป็น 4 หรือ 6 มื้อก็ได้ อย่าให้ร่างกายรู้สึกขาดสารอาหารจนหิวโหย ให้ร่างกายรู้สึกอิ่มตลอดเวลา ไม่ได้อยู่ในภาวะอดอยาก ทำให้ความอยากอาหารลดลง โดยเฉพาะความอยากน้ำตาล และของหวาน ก็จะลดลงไปด้วย

หวังว่าเพื่อนๆ จะคุมอาหารได้อย่างถูกต้องนะคะ อย่าลืมว่าคุมอาหารแล้ว ต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วย ถึงจะเป็นวิธีลดความอ้วนอย่างได้ผล   Anewlifeinaustralia

เอาให้เคลียร์! ไข่ไก่ กินวันละกี่ฟอง ถึงจะดีต่อสุขภาพ

   เราเป็นคนหนึ่งที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า เราสามารถทานไข่ไก้ได้มากกว่าวันละ 1 ฟอง แต่หากโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรทานไข่ไก่แค่วันละฟองเท่านั้น แต อ่านต่อ

   เราเป็นคนหนึ่งที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า เราสามารถทานไข่ไก้ได้มากกว่าวันละ 1 ฟอง แต่หากโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรทานไข่ไก่แค่วันละฟองเท่านั้น แต่แล้วบางคนก็ได้ยินมาอีกเหมือนกันว่า ความเชื่อนี้ไม่จริงเสมอไป แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ เคยได้ยินมาว่าอย่างไรบ้าง?

ทำไมไข่ไก่ถึงต้องจำกัดจำนวนฟองในการกินในแต่ละวัน?

ไข่ไก่ โปรตีนหาง่ายราคาไม่แพง ทานง่าย รสชาติดี และปรุงอาหารได้อย่างหลากหลาย เป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย จึงเป็นหนึ่งในอาหารโปรดของใครหลายๆ คนจนอาจเผลอทานจนลืมไปว่าวันหนึ่งๆ ทานไข่ไปมากเท่าใด

แม้ว่าไข่ไก่จะมีโปรตีน และสารอาหารอื่นๆ ที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็แอบแฝงไปด้วยคอเลสเตอรอล ที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายหลายอย่าง เช่น คอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคอ้วน ไขมันพอกตับ และอื่นๆ ดังนั้นจึงมีความเชื่อกันมาตั้งแต่อดีตว่า ควรทานไข่ไก่แค่วันละ 1 ฟองเท่านั้น

ทานไข่ไก่มากเกินไป เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่?

ถ้าในแง่ของปริมาณคอเลสเตอรอลที่ได้ มีงานวิจัยหลายฉบับออกมาอธิบายว่า ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายที่สูงเกินไป ส่วนใหญ่มักมาจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย มากกว่าอาหารที่ทานเข้าไป ดังนั้นถ้าจะพูดว่าทานไข่ไก่มากๆ คอเลสเตอรอลในเลือดจะสูงขึ้นจนทำให้เป็นโรค อาจจะไม่จริงเสมอไป

แต่หากพูดถึงว่า การทานไข่ไก่เป็นอันตรายต่อร่างกายในแง่อื่นหรือไม่ การได้รับสารอาหารประเภทเดิมๆ มากจนเกินไป ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน นอกจากเราจะได้รับโปรตีนมากเกินพอดีแล้ว อาจทำให้ไตทำงานหนักเกินไปได้เช่นกัน

เราควรทานไข่ไก่วันละกี่ฟอง?

หากคุณมีร่างกายที่แข็งแรงปกติ ไม่อ้วนเกินมาตรฐาน ไม่เป็นโรคเบาหวาน โรคไต หรือมีความเสี่ยงคอเลสเตอรอลในเลือดสูง สามารถทานไข่ได้เฉลี่ยวันละ 1 ฟอง หรือสัปดาห์ละ 7 ฟอง

แต่ใครที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพดังกล่าว อาจหลีกเลี่ยงไข่แดงที่เป็นส่วนที่คอเลสเตอรอลสูงกว่าไข่ขาวได้

กินไข่อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

1. ทานไข่ที่ผ่านกรรมวิธีทำอย่างหลากหลาย อย่าทานแค่เพียงไข่เจียว ไข่ดาว ลองเปลี่ยนหมุนเวียนมาทานไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่คน ไข่ดาวน้ำ หรือเมนูไข่อื่นๆ บ้าง เพื่อลดคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากน้ำมันที่ใช้ทอดไข่
2. ไม่ควรทานไข่ดิบ หรือไข่ลวก เพราะนอกจากจะย่อยยากแล้ว ยังอาจมีเชื้อซาลโมเนลลาที่ทำให้มีไข้ อาเจียน หรือท้องเสีย และคุณค่าทางสารอาหารบางอย่างในไข่อาจให้ผลได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น
3. ทานควบคู่ไปกับอาหารอื่นๆ ไม่ว่าจะข้าวกล้อง หรือผักต่างๆ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน และดูดซับเอาคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกไปบ้าง
4. ไม่จำเป็นต้องมีไข่เพิ่มในทุกเมนูอาหารก็ได้ หากเมนูนั้นมีปริมาณโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และพืช มากเพียงพออยู่แล้ว
5. ในเมื่อในไข่มีทั้งโปรตีน และคอเลสเตอรอล ดังนั้นเราควรทานอาหารประเภทโปรตีน และคอเลสเตอรอลอื่นๆ ให้สมดุล อย่าให้มากจนเกินไป
6. เลือกทานไข่ไก่จากแหล่งผลิตที่สามารถเชื่อถือได้ในมาตรฐานความสะอาด ล้างไข่ก่อนนำมาปรุงอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการรับเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย