Menu

ป้ายกำกับ: คาร์ดิโอ

8 ท่าคาร์ดิโอ เรียกเหงื่อ เบิร์นไขมัน ง่ายจริง

อยากอยู่บ้านออกกำลังกายง่ายๆ แต่เบิร์นได้เยอะ รออะไรอยู่ละคะสาวๆ มา คาร์ดิโอ กันดีกว่า! เพราะคาร์ดิโอ เรียกได้ว่า เป็นการออกกำลังกายที่เบิร์นแคลอรี่ได อ่านต่อ

อยากอยู่บ้านออกกำลังกายง่ายๆ แต่เบิร์นได้เยอะ รออะไรอยู่ละคะสาวๆ มา คาร์ดิโอ กันดีกว่า! เพราะคาร์ดิโอ เรียกได้ว่า เป็นการออกกำลังกายที่เบิร์นแคลอรี่ได้เยอะสุดๆ หรือถ้าใครอยากมีกล้ามเนื้อสวยๆ ควรเริ่มที่การเบิร์นไขมันออกด้วยท่าคาร์ดิโอก่อนค่ะ จากนั้นจึงตามด้วยการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เพื่อเฟิร์มกล้ามเนื้อ ซึ่งวันนี้เราก็มีท่าคาร์ดิโอง่ายๆ แต่เบิร์นได้ดีจริงๆ มาฝากกันแล้วค่า ทำตามนี้รับรองหุ่นดี ไม่มีส่วนเกินอย่างแน่นอน!

 

 

 

8 ท่ายอดนิยม รับรองมาเหงื่อมา
(**ท่าละ 1 นาที ในคลิปภัทรพักแค่ 15 sec ใครไม่ไหวพักนานกว่านี้ก็ย่อมได้)

– Jumping Jack 60 sec
– High Knee 60 sec
– Mountain Climber 60 sec
– Squat 60 sec
– Lunge 60 sec
– Burpee 60 sec
– Punch 60 sec
– Buttkick 60 sec

อุปกรณ์
– เสื่อโยคะ

ทริคเพิ่มเติม
สามารถทำได้มากกว่า 1 เซต
ใครสายฟิตจัดไปเลย 3 เซต
ใครสายกลางก็ 2 เซต

ท่ากระโดดเชือก ลด นน คาร์ดิโอง่ายๆ แต่เผาผลาญไขมันขั้นสุด!

สำหรับบทความที่ดาวได้หยิบมาแชร์กับชาวฟิตกับดาววันนี้ก็คือ การออกกำลังกายด้วยเชือกนั่นเองค่ะ แต่อ้ะๆ อย่าพึ่งคิดภาพแค่กระโดดๆ นะคะ แบบนั้นน่าเบื่อแย่เล อ่านต่อ

สำหรับบทความที่ดาวได้หยิบมาแชร์กับชาวฟิตกับดาววันนี้ก็คือ การออกกำลังกายด้วยเชือกนั่นเองค่ะ แต่อ้ะๆ อย่าพึ่งคิดภาพแค่กระโดดๆ นะคะ แบบนั้นน่าเบื่อแย่เลย ดาวเข้าใจดีค่ะ ฉะนั้นดาวจึงได้คัดสรรท่าออกกำลังด้วยเชือกสุดมันส์ที่มีถึง 6 ท่าด้วยกันรับรองว่า คุณจะลืมการกระโดดเชือกธรรมดาๆที่น่าเบื่อไปเลย

ก่อนที่จะเริ่มอธิบายท่าไปดูกันเลยดีกว่าว่า ประโชน์ของการกระโดดเชือกมีอะไรบ้าง

• เป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อใจ (ดีต่อหัวใจจริงๆ ค่ะ)
• ลดไขมันได้แบบสุด
• ทำเองได้งายๆ ที่บ้าน ต้นทุนต่ำ (แค่เชือกเส้นเดียวเอ๊งงงงง)
• ใช้พื้นที่ไม่เยอะ ทั้งการออกกำลังกายและการจัดเก็บอุปกรณ์
• สนุกเด้อออออ
และแน่นอนค่ะ นอกจากจะมีข้อดีแล้ว การออกกำลังกายด้วยเชือกยังมีข้อยกเว้น ซึ่งดาวไม่แนะนำสำหรับผู้ที่น้ำหนักตัวมากเกินกว่าปกติ (ไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะกระโดดเชือกค่ะ) ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก (เปราะ, ข้อเสื่อม, ….) ควรหลีกเลี่ยงไปออกกำลังกายแบบอื่นนะคะ
อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลา มาเริ่มที่ท่าแรกกันเลยดีกว่านะ

ท่าที่ 1 Single Under

มาเริ่มกันด้วยท่าเบสิกเลยค่ะ เหนื่อยนิดหน่อยแต่หุ่นดีแน่นอน ไปเริ่มกันเลยดีกว่า เริ่มจาก

1. อยู่ในท่าเตรียมพร้อมกระโดดตามปกติค่ะ
2. กระโดดเชือกเป็นจังหวะที่ร่างกายตัวเองถนัดที่สุดค่ะ ลำตัวตรงไม่โก่งหรือแอ่น งอเข่าเล็กน้อย
3. พยายามให้ลงด้วยปลายเท้าเบาๆ ไม่กระโดดสูงเกินไปค่ะ พอให้เชือกผ่านได้ก็เพียงพอ
4. จากนั้นเราก็จะทำไปเรื่อยๆทั้งหมด 1 นาที

ท่าที่ 2 Ali Shuffle

วิธีทำท่านี้ก็ง่ายๆค่ะ ดาวว่าทุกคนที่กระโดดเชือกทำได้แน่นอนค่ะ

1. เริ่มจาก อยู่ในท่าเตรียมพร้อมกระโดดตามปกติค่ะ
2.กระโดดเชือกเป็นจังหวะที่ร่างกายตัวเองถนัดที่สุดค่ะ
3. ท่านี้จะแตกต่างจากการกระโดเชือกธรรมดาตรงที่ ขาเราจะทำการสลับไปมาทุกครั้งที่กระโดดค่ะ
4. ทำสลับกันไปเรื่อยๆทั้งหมด 1 นาที

ท่าที่ 3 3 Single Under with Double Under

ท่านี้มีวิธีทำดังนี้คือ
1. เริ่มจาก อยู่ในท่าเตรียมพร้อมกระโดดตามปกติค่ะ
2. กระโดดเชือกเป็นจังหวะที่ร่างกายตัวเองถนัดที่สุดค่ะ
3. ท่านี้จะแตกต่างจากการกระโดเชือกธรรมดาตรงที่ เราจะเพิ่มความยากไปตรงที่เพิ่ม Double Under เข้าไปหลังกระโดดได้สามครั้งนั่นเอง วิธีทำให้หมุนเชือกผ่านเท้าสองครั้งในการกระโดดหนึ่งครั้งค่ะ ท่านี้ต้องฝึกหน่อยแต่ทำได้แน่นอนค่ะ
4. ทำสลับกันไปเรื่อยๆทั้งหมด 1 นาที

ท่าที่ 4 High Knee
ท่า Hight knee นี้จะคล้ายๆ Skip ค่ะมีความแตกต่างกันนิดหน่อยซึ่งมีวิธีทำดังนี้คือ
1. อยู่ในท่าเตรียมพร้อมกระโดดตามปกติค่ะ
2. กระโดดเชือกเป็นจังหวะที่ร่างกายตัวเองถนัดที่สุดค่ะ
3. ท่านี้จะแตกต่างจากการกระโดเชือกธรรมดาตรงที่ เราจะต้องทำการยกขาข้างใดข้างนึงไปด้วยขณะกระโดดค่ะ ลองจินตนาการเหมือนตอนเราเล่นกระต่ายขาเดียวดูนะคะ ประมาณนั้นเลย
4. จากนั้นเราก็จะทำสลับกันไปเรื่อยๆทั้งหมด 1 นาที

ท่าที่ 5 Single Leg Hop
ท่านี้ง่ายมั่กมากกกกกก ทำได้แน่นอน ถึงชื่อจะเป็นภาษาอังกฤษแต่อธิบายง่ายๆ มันก็คือกระโดดเชือกธรรมดาเนี่ยแหล่ะค่ะ แต่มีอะไรเพิ่มเติมนิดนึง ท้าทายตัวเองเบาๆ วิธีทำก็ดังนี้เลย
1. อยู่ในท่าเตรียม ตัวตรง ถือเชือกให้เรียบร้อย
2. กระโดตามจังหวะที่ร่างกายเราถนัดที่สุด ไม่เร่งเร็วหรือช้าเกินไป ระวังสะดุดเชือกด้วยนะคะ
3. ท่านี้จะแตกต่างจากกระโดดเชือกธรรมดาคือ เราจะใช้ขาเพียงข้างเดียวกระโดดค่ะ ทำเรื่อยๆ จนครบตามกำหนด
4. สลับทำอีกข้างนึงให้ครบตามกำหนดเช่นกัน

ท่าที่ 6 Criss-Cross
มาถึงท่าสุดท้ายแล้วเป็นไงกันบ้างเอ่ย หายใจถี่รัวไปเลยไหมค่ะ อดทนเพื่อหุ่นสุดเริศกันค่ะ ท่านี้ทำได้ง่ายๆเริ่มจาก
1. เริ่มต้นจากท่าเตรียมพร้อมกระโดดเชือกตามปกติค่ะ
2. จากนั้นเมื่อเริ่มกระโดดพร้อมกับไขว้มือทั้งสองข้างค่ะ
3. สลับกันไปมาในจังวะที่ตัวเองถนัดที่สุด ไม่เร็วหรือช้าเกินไป
4. ทำเรื่อยๆจนครบตาม 1 นาทีค่ะ

ทำให้ครบทั้งหมด 3-4 รอบแล้วแต่ความฟิตเลยค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ หวังว่าท่ากระโดดเชือกที่ดาวได้นำมาแบ่งปันในวันนี้จะช่วยเบิร์นไขมันส่วนเกินที่เราไม่ต้องการออกได้นะคะ ก่อนจะจากกันไป ดาวต้องขอเน้นย้ำอีกเรื่องนึงก็คือ การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีประเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากๆ ค่ะ แต่เราจะเน้นแค่การออกกำลังกายไม่ได้

คาร์ดิโอ VS เวทเทรนนิ่ง เราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหน?

คาร์ดิโอ คืออะไร? การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อของหัวใจ และปอดให้แข็งแรง ช่วยลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่หัวใจ และ อ่านต่อ

คาร์ดิโอ คืออะไร?
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อของหัวใจ และปอดให้แข็งแรง ช่วยลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่หัวใจ และปอดได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ ปรับระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ และยังเผาผลาญพลังงานจากการทานอาหารส่วนเกินได้อีกด้วย

 

 

คาร์ดิโอ เหมาะกับใคร?
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เหมาะกับผู้ที่มีความกังวลในเรื่องของสุขภาพหัวใจ หลอดเลือด ความดันโลหิต ปอด รวมไปถึงคนที่อยากลดน้ำหยัก ลดความอ้วน และคนที่สนใจดูแลสุขภาพโดยรวม อยากมีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรง ชะลอความเสื่อมของส่วนต่างๆ ในร่างกาย อยากให้ตัวเองไม่เหนื่อยง่าย มีแรงเดินวิ่ง หรือขึ้นบันได ปีนเขาได้สบายๆ เป็นต้น

คาร์ดิโอ ออกกำลังกายด้วยวิธีใดบ้าง?
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือแบบที่มีแรงกระแรกสูง และแรงกระแทกต่ำ
การออกกำลังกายคาร์ดิโอในแบบแรงกระแทกสูง เหมาะสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องของกระดูก หรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไป

• วิ่ง
• กระโดดเชือก
• เต้นแอโรบิก หรือออกกำลังกายด้วยท่าทางพื้นฐานหนักๆ เช่น T25
• เต้นซุมบ้า

การออกกำลังกายคาร์ดิโอในแบบแรงกระแทกต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความกังวลในปัญหากระดูก เช่น กระดูกข้อเท้า กระดูกหัวเข่า หรือมีน้ำหนักตัวมากเกินไป จึงไม่สามารถรองรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากการใช้แรงขาลงกับพื้นหนักๆ

• ขี่จักรยาน
• ว่ายน้ำ
• เดิน
• พายเรือ
• ออกกำลังกายบนเครื่องเดินวงรี (Elliptical trainer)
• ออกกำลังกายด้วยเครื่องปั่นจักรยานท่อนบน (Upper Body Ergometer)
• ออกกำลังกายในน้ำ

ระยะเวลาในการเล่นคาร์ดิโอ
ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการออกกำลังกายแบบไหน ขอให้ใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีเป็นต้นไป และออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีพัก หรือพักในแต่ละครั้งไม่เกิน 5 นาที เลือกระดับความเร็ว และความยากในการออกกำลังกายให้เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป เน้นออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องให้นาน มากกว่าที่จะเน้นเรื่องของการทำเวลาให้เร็วแต่ได้ไม่นาน เช่น ความเร็วในการวิ่ง ความชันในการปั่นจักรยาน หรือความยากของท่าแอโรบิกไม่ต้องมาก แต่ขอให้เน้นการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องมากกว่า เมื่อร่างกายปรับคุ้นชินกับระดับเดิมๆ ได้แล้ว ให้ค่อยๆ ปรับท่าให้ยากขึ้น หรือความเร็วให้มากขึ้นทีละเล็กละน้อย

___________________

เวทเทรนนิ่ง คืออะไร?
เวทเทรนนิ่ง เป็นการออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อที่อาศัยแรงของน้ำหนักจากอุปกรณ์ต่างๆ ในการเพิ่มแรงต้านทาน (หรืออาจจะเป็นน้ำหนักของร่างกายตัวเอง) เมื่อเพิ่มแรงต้านทานให้กับกล้ามเนื้อเป็นประจำ จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดการปรับตัว และแข็งแรงขึ้น สามารถต้านทานกับแรง หรือน้ำหนักต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

เวทเทรนนิ่ง เหมาะกับใคร?
การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งเหมาะกับคนที่อยากมีรูปร่างทรวดทรงองค์เอวที่กระชับเข้ารูป และได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งผู้ชายที่อยากเพิ่มกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หรือสร้างซิกซ์แพ็คบนหน้าท้อง นอกจากเรื่องของรูปร่างแล้ว การเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อยังมีความสำคัญในการเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย สามารถออกแรงได้มากขึ้น เช่น ยกของหนักได้ ออกแรงเตะชกต่อยได้แรงขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นผลดีต่อร่างกายโดยรวมเมื่ออายุมากขึ้น มวลของกล้ามเนื้อจะค่อยๆ ลดลง ดังนั้นหากรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเอาไว้เหมือนเดิม นอกจากรูปร่างจะกระชับเป็นสัดส่วนได้เหมือนเดิมแล้ว ยังช่วยลดไขมันตามอวัยวะต่างๆ ได้อย่างเห็นผลอีกด้วย

เวทเทรนนิ่ง ออกกำลังกายด้วยวิธีใดบ้าง?
การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง จำเป็นต้องมีตัวช่วยที่เพิ่มแรงต้านทานให้กับกล้ามเนื้อ ได้แก่ ดัมเบล ตุ้มน้ำหนัก อุปกรณ์ยกน้ำหนักต่างๆ ในฟิตเนส หรืออาจจะเป็นการออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักของตัวเองเป็นแรงต้านทานเอง เช่น บาร์โหนตัว เป็นต้น

คนที่เริ่มต้นออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งเป็นครั้งแรก ควรได้รับคำแนะนำจากเทรนเนอร์ หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน เพราะหากใช้น้ำหนัก หรือท่าทางในการออกกำลังกายผิดวิธี อาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บ กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือถึงขั้นกระดูกหักได้ หรืออาจจะค้นหาคลิปวิดีโอในอินเตอร์เน็ต แล้วออกท่าทางตามในคลิปอย่างเคร่งครัดได้เช่นกัน

ระยะเวลาในการเล่นเวทเทรนเนอร์
น้ำหนักที่ใช้ยกในเบื้องต้น ควรเริ่มจากน้ำหนักเบาๆ ก่อน เน้นน้ำหนักที่ไม่หนักมาก แต่ยกได้หลายครั้ง ดีกว่าการเลือกน้ำหนักที่หนักมาก แต่ยกได้ไม่นาน ฝึกในน้ำหนักที่คิดว่าพอทนไหวไปราวๆ 3-4 สัปดาห์ แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักมากขึ้น หรือเพิ่มความยากของท่าที่ใช้ออกกำลังกายมากขึ้นทีละเล็กละน้อย ที่สำคัญคือการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องราว 30 นาทีขึ้นไป หรือพักในแต่ละครั้งไม่เกิน 5 นาที

นอกจากนี้พยายามเล่นเวทเทรนนิ่งให้ได้หลายๆ ส่วน อย่าเน้นไปที่ส่วนใดส่วนเดียว เช่น เขน ขา หน้าท้อง สะโพก แตต่ให้เล่นสลับๆ กันไปในแต่ละวัน เช่น วันจันทร์เล่นส่วนขากับสะโพก วันอังคารเล่นส่วนหน้าท้องกับแขน เป็นต้น เพราะหากมีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ จะได้พักกล้ามเนื้อส่วนนั้นแล้วไปเล่นกล้ามเนื้อส่วนอื่นก่อนแทน
____________________

เราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหน?
จริงๆ แล้ว อยากแนะนำให้ออกกำลังกายทั้งสองอย่างควบคู่กันไปด้วย เพราะหากอยากคาร์ดิโอให้ได้เต็มที่ ต้องอาศัยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงในการวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก รวมถึงการเวทเทรนนิ่งที่ยังต้องการคาร์ดิโอมาเสริมให้มีพละกำลังที่จะออกแรงมากๆ ได้เรื่อยๆ เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หมอผิง หรือ พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล อธิบายว่า ลำดับการออกกำลังกายก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้ หากอยากเน้นการเผาผลาญพลังงานเพื่อการลดน้ำหนัก และเน้นกระชับรูปร่าง สร้างกล้ามเนื้อ ให้เล่นเวทเทรนนิงก่อนคาร์ดิโอ แต่ถ้าหากอยากเน้นพัฒนาการในการวิ่ง เพื่อการวิ่งมาราธอน ควรวิ่ง หรือเล่นคาร์ดิโอก่อนเวทเทรนนิ่ง หรือออกกำลังกายแต่ละประเภทแยกไปในแต่ละวัน

นอกจากนี้ หากมีอายุที่มากขึ้นแล้ว ร่างกายอาจไม่แข็งแรงเท่าสมัยยังเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน อาจลองออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเบาๆ ก่อน แล้วค่อยเริ่มเล่นเวทเทรนนิ่งต่อ เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายได้