Menu

ป้ายกำกับ: ความรู้เพื่อการเพาะกาย

วงจรการฝึกกล้ามอก เพื่อให้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าท่าฝึกท่าหนึ่งดีกว่าท่าฝึกอื่นๆ เพราะร่างกายของเรามีการปรับตัวตลอดเวลา ท่าฝึกที่เคยได้ผลแบบสุดๆ อาจกลายเป็นท่าฝึกที่ไม่ได้ผ อ่านต่อ

มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าท่าฝึกท่าหนึ่งดีกว่าท่าฝึกอื่นๆ เพราะร่างกายของเรามีการปรับตัวตลอดเวลา ท่าฝึกที่เคยได้ผลแบบสุดๆ อาจกลายเป็นท่าฝึกที่ไม่ได้ผลอีกเลย เพราะร่างกายเราสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับท่าฝึกนั้นได้อย่างสมบูรณ์ บางครั้งท่าฝึกที่ดีที่สุดคือการกระตุ้นร่างกายด้วยการการฝึกที่ต่างไปจากเดิมเพียงเล็กน้อย และมันก็เป็นจริงสำหรับท่า Bench Press ด้วยเช่นกัน ในความคิดเห็นของผม ไม่มีท่าฝึกกล้ามอกโดยรวมท่าไหน จะดีไปกว่า Barbell Bench Press แบบปกติอีกแล้ว การวางตำแหน่งของร่างกายในท่านี้สามารถสร้างความเครียดให้กล้ามอกได้มากกว่าท่า Incline Bench Press และ Decline Bench Press นอกจากนี้ท่า Barbell Bench Press เป็นท่าฝึกกล้ามอกที่ผู้ฝึกสามารถใช้น้ำหนักได้มาก ซึ่งทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าน้ำหนักที่ใช้มีผลอย่างมากต่อการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเติบโต ซึ่งถ้าเรายกได้หนักขึ้นหรือแข็งแรงขึ้น นั่นก็หมายความว่ากล้ามเนื้อของเราพัฒนาขึ้น แต่ในบางช่วงเวลา ท่าฝึกที่ดีที่สุดอย่าง Barbell Bench Press ก็อาจไม่ค่อยจะได้ผลก็ได้ เพราะร่างกายปรับตัวเข้ากับความเครียดเดิมๆ ได้แล้ว ดังนั้นการกระตุ้นจึงมีผลเพียงเล็กน้อย และกล้ามเนื้อเติบโตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

 

ถึงเวลาต้องสลับจาก Barbell Bench Press ไปเป็น Dumbbell Bench Press บ้าง โดยพื้นฐานแล้ว มันการฝึกที่คล้ายกันมาก แต่ผู้ฝึกไม่สามารถใช้น้ำหนักที่หนักได้เท่ากับการใช้บาร์ เพราะต้องสูญเสียพละกำลังส่วนหนึ่งไปกับการรักษาสมดุลของดัมเบล ซึ่งต้องใช้มากกว่าบาร์ แม้ว่าผู้ฝึกจะไม่ได้รู้สึกว่าต้องออกแรงเพื่อรักษาสมดุลไม่ให้ดัมเบลหล่นไปในทุกทิศทุกทาง แต่ในความเป็นจริงแล้วเราต้องสูญเสียทั้งความแข็งแรง และพละกำลังเพื่อรักษาความสมดุลที่ว่า แต่มันก็ยังเป็นท่าฝึกที่ดีมากอยู่ดี จนหลายคนคิดว่ามันดีกว่าการฝึกด้วยบาร์เบลด้วยซ้ำ นักเพาะกายหลายคนถึงกับพูดว่า “Dumbbell Bench Press ดีกว่า Barbell Bench Press มากเลย ตั้งแต่ผมสลับมาฝึกด้วยดัมเบล กล้ามอกของผมพัฒนาดีมาก” ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ว่าดัมเบลจะดีกว่าหรอก เพียงแต่ร่างกายปรับตัวเข้ากับการฝึกด้วยบาร์เบลโดยสมบูรณ์แล้ว การฝึกด้วยบาร์เบลจึงไม่สามารถกระตุ้นร่างกายได้อีก จึงทำให้กล้ามอกไม่พัฒนามาพักใหญ่ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี่ต่างหาก ที่เป็นสาเหตุให้กล้ามอกกลับมาเติบโตอีกครั้ง หรือถ้านักเพาะกายคนนั้นเปลี่ยนความกว้างในการจับบาร์เบลอีกซักนิด การเติบโตของกล้ามเนื้ออาจจะดีกว่าการฝึกด้วยดัมเบลก็ได้

ซึ่งการเปลี่ยนมุมในการฝึกเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมได้ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้จะไปกระตุ้นเส้นใยกล้ามเนื้อให้เกิดความเครียด ส่งผลให้เกิดการเติมโตอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นหลักอย่างหนึ่งในการจัดโปรแกรมการฝึก ให้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างซักเล็กน้อย โดยที่เรายังสามารถฝึกหนักๆ กับท่าฝึกพื้นฐานได้ โดยที่ยังสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่การฝึก Bench Press เท่านั้น แต่ยังสามารถเอาหลักการนี้ไปใช้กับการฝึกอื่นๆ ทั้งดัมเบล และแมชชีนได้อีกด้วย

ด้วยการฝึก Bench Press ด้วยความกว้างปกติ โดยหลักๆ แล้วก็สามารถสร้างความเครียดให้อกได้ทั้งหมด เพราะเมื่อกล้ามอกส่วนกลางเริ่มจะหมดแรงแล้ว กล้ามอกส่วนใน และส่วนนอกจะเข้ามาช่วยออกแรงมากขึ้น แต่เมื่อฝึกแบบเดิมไปนานๆ ร่างกายจะเคยชินกับการกระตุ้นแบบเดิมนั้นแล้ว เราสามารถแก้ไขโดยเปลี่ยนมุมในการฝึกโดยจับบาร์ให้กว้างขึ้นอีกนิด ผมว่านี่เป็นวิธีการที่ดีที่จะรักษาระดับการกระตุ้นกล้ามอกให้เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ต่อจากนั้นเมื่อร่างกายเริ่มเคยชินอีก ค่อยฝึกด้วยแมชชีน หรือท่าอื่นๆ ที่การเคลื่อนไหวคล้าย Bench Press หรือใช้ท่า Dumbbell Bench Press ก็จะดีเหมือนกันครับ

การเพิ่มความกว้างในการจับบาร์ช่วยเพิ่มความเครียดให้กับกล้ามอกด้านนอกมากขึ้น แต่ก็ยังเพิ่มความเครียดไปที่ไหล่ด้วยเช่นกัน และอาจเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บได้หากควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ถูกต้อง

ผมแนะนำให้นำความรู้นี้ไปใช้เมื่อกล้ามอกไม่ตอบสนองต่อการฝึก โดยให้เปลี่ยนไปจับบาร์แบบกว้าง 3-4 สัปดาห์ แล้วก็เปลี่ยนไปฝึกด้วย Dumbell Bench Press อีก 3-4 สัปดาห์ แล้วค่อยกลับมาฝึกด้วย Barbell Bench Press แบบธรรมดาอีกครั้งครับ

ทั่วไป

รอนนี่ โคลแมน เกี่ยวกับความเร็วในการฝึก

ถาม: ผมฝึกเพาะกายมา 4 ปีแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ค่อยมั่นใจในจังหวะการยกของผมซักเท่าไหร่ ว่าควรจะเร็วหรือช้าแค่ไหน บ่อยครั้งผมอ่านเจอว่าควรจะทำอย่างช้าๆ ให้อ อ่านต่อ

ถาม: ผมฝึกเพาะกายมา 4 ปีแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ค่อยมั่นใจในจังหวะการยกของผมซักเท่าไหร่ ว่าควรจะเร็วหรือช้าแค่ไหน บ่อยครั้งผมอ่านเจอว่าควรจะทำอย่างช้าๆ ให้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างมั่นคง แต่พอผมอ่านหน้าถัดไป นักเพาะกายอาชีพอีกคนบอกว่าให้ฝึกให้เร็วเหมือนกับระเบิดพลังออกมา ใครถูก ใครผิด และทำไมถึงเป็นเช่นนั้นครับ?

ตอบ: ถูกทั้งคู่ เพราะทั้งความเร็วในการยก, จังหวะที่ราบลื่นในการยก, ความเข้มข้นในการยก และการควบคุมการยกแต่ละครั้ง มีความสัมพันธ์อย่างมากกับการฝึก, จุดประสงค์ในการฝึก, กล้ามเนื้อที่ใช้ฝึก และลำดับของเซตที่กำลังฝึกอยู่

 

 

การฝึก
ความเร็วที่ใช้จะขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังฝึกกับอุปกรณ์ชนิดใด ไม่ว่าจะเป็น เคเบิล, ฟรีเวท หรือแมชชีน

เนื่องจากแรงต้านของเคเบิลคงที่ตลอดระยะทางการเคลื่อนที่ทั้งหมด ทั้งตอนที่ออกแรง และตอนที่ผ่อนแรง ดังนั้นการใช้เคเบิลให้ได้ประสิทธิภาพที่สุดก็คือ ต้องฝึกให้ช้ากว่าปกติ และใช้ความเร็วคงที่ตลอด จะไม่ใช้การระเบิดพลัง

การฝึกด้วยฟรีเวทนั้น โมเมนต์ของแรง(หรือแรงต้าน) จะเปลี่ยนไปตามตำแหน่งของการเคลื่อนที่ บางตำแหน่งเราจะรู้สึกว่าหนักกว่าตำแหน่งอื่น ซึ่งต่างจากความรู้สึกในยามที่เราฝึกด้วยเคเบิล คุณจำเป็นต้องใช้แรงมากขึ้นในตำแหน่งที่แรงต้านมากกว่าตำแหน่งอื่น นี่ก็หมายความว่าคุณต้องทั้งเพิ่ม และลดความเร็วในการยกเพียงครั้งเดียว ดังนั้นฟรีเวทจะมีประสิทธิภาพมากเมื่อเราพยายามควบคุมการยกให้ถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันคุณต้องระเบิดแรงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยด้วย

แมชชีนอยู่ตรงกลางระหว่างเคเบิลและฟรีเวท มันไม่ได้ให้แรงต้านที่มีความคงที่เท่าการฝึกด้วยเคเบิล แต่มันแรงต้านที่ใกล้เคียงกันตลอดระยะการเคลื่อนที่ ดังนั้นการยกแต่ละครั้งต้องช้า และต้องควบคุมกล้ามเนื้อตลอดช่วงที่กล้ามเนื้อหดตัว และช่วงผ่อนแรงที่กล้ามเนื้อยืดออก นี่คือวิธีที่จะใช้แมชชีนให้ได้ประโยชน์สูงสุด

จุดประสงค์ในการฝึก
บางที่ความเร็วในการฝึกก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการตกแต่งกล้ามเนื้อเฉพาะจุด หรือต้องการสร้างขนาดของกลุ่มกล้ามเนื้อ ถ้าเพื่อตกแต่งกล้ามเนื้อ คุณต้องฝึกให้ช้ากว่าปกติเล็กน้อย, ยกให้จังหวะเรียบลื่นและมั่นคงขึ้นกว่าเดิม และพยายามให้การยกอยู่ในการควบคุมตลอด แต่ถ้าจุดประสงค์ในการฝึกคือการเพิ่มขนาดให้กับกลุ่มของกล้ามเนื้อ คุณควรระเบิดพลังออกมา และบางครั้งมันอาจจะเร็วกว่าปกติซักเล็กน้อย

กล้ามเนื้อที่ใช้ฝึก
กล้ามเนื้อมัดเล็กต้องการการความคุมที่เฉพาะกว่ากล้ามเนื้อมัดใหญ่ การยกก็จะให้ช้าลงเพื่อให้สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตามเมื่อเราต้องการให้ได้ความรู้สึกเบิร์นที่เข้มข้นขึ้น เราจะเพิ่มความเร็วอีกเล็กน้อย

สำหรับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่นกล้ามอก, กล้ามหลัง หรือกล้ามต้นขานั้น เราจะใช้น้ำหนักที่มากอยู่แล้ว จังหวะการยกจึงช้ากว่าอยู่แล้วตามธรรมชาติ

ลำดับของเซตที่กำลังฝึกอยู่
ความเร็วในการยกจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังฝึกอยู่ในเซตใด เซตที่วอร์มกล้ามเนื้อ, เซตแรก หรือเซตที่หนักที่สุด

เซตที่วอร์มกล้ามเนื้อ: คุณควรยกช้าๆ พยายามควบคุมน้ำหนักให้ได้ แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วทีละนิด เพื่อปั๊มเลือดให้เข้าไปในกล้ามเนื้อมากๆ
เซตแรก: คุณต้องเน้นการคอนโทรลน้ำหนัก และเพื่อความสอดคล้องกัน คุณต้องยกให้ช้าลงอีกเล็กน้อย
เซตที่หนักที่สุด: จะเป็นเซ็ตที่ยกช้าที่สุด จากทุกๆ เซ็ต

ตารางฝึกเพาะกายขั้นต้น สำหรับมือใหม่

การฝึกเพาะกายขั้นต้น การฝึกเพาะกายขั้นต้น เป็นเบสิคที่คนที่เร่มเล่นเพาะกาย ( เล่นกล้าม ) ควรจะฝึก ไม่ว่าจะต้องการหุ่นแบบนักกล้าม หรือ หุ่นนายแบบก็ตาม อ่านต่อ

การฝึกเพาะกายขั้นต้น

การฝึกเพาะกายขั้นต้น เป็นเบสิคที่คนที่เร่มเล่นเพาะกาย ( เล่นกล้าม ) ควรจะฝึก ไม่ว่าจะต้องการหุ่นแบบนักกล้าม หรือ หุ่นนายแบบก็ตาม การเริ่มต้นพื้นฐานการฝึก ก็จะเมือนๆกัน ไม่ต่างกันแต่อย่างใด ระบบการฝึก อาจจะออกแบบให้เป็นพิเศษตามแต่กรณีของบุคคล แต่ท่าฝึกทุกอย่างในการฝึกเพาะกายขั้นต้นนั้น ก็เหมือนๆกัน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ดังนั้น หากจะประสบความสำเร็จในการฝึกอย่างรวดเร็ว ควรจะอ่านเนื้อหาทั้งหมดให้เข้าใจเสียก่อน แล้วถึงจะลงมือฝึกจริง อย่าฝึกไปกางตำราไป หรือสนใจแต่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะ การดูแต่ตารางฝึก ไม่ยอมสนใจส่วนอื่น เพราะเนื้อเรื่องที่พิมพ์ลงไปนั้น เนื้อหาทุกตอน ขาดตอนใดตอนหนึ่งไปไม่ได้ ทุกตอนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ไม่ใช่สำคัญแค่เฉพาะตารางฝึกอย่างเดียว เพราะเนื้อหาทุกอย่างนั้น มีความเชื่องโยงกันหมด ที่จะช่วยให้คุณ มีกล้ามเนื้อ และรูปร่างอย่างที่ผู้ฝึกต้องการ

สรุปก็คือ ตารางฝึกว่าไว้ตามไหน ก็ฝึกไปตามนั้น

ปัจจัยที่สำคัญ 4 ประการในการเล่นกล้าม

1. การฝึกอย่างถูกต้อง
การ เริ่มต้นที่ถูกต้องนั้นสำคัญมาก ทำให้เราออกตัวได้เร็วกว่าคนอื่น ทำให้เราไล่ตามคนที่ออกตัวไปก่อนเราได้ทัน และ ทำให้เราสามารถแซงคนที่เร่งการฝึกให้หนักเข้าไว้แต่แรก จนเร่งไม่ขึ้นแล้ว เพื่อที่จะได้เดินทางไปสู่ที่หมายอย่างปลอดภัย และรวดเร็วที่สุด ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล อย่าคลำทางเองมั่วๆ และอย่าออกนอกลู่นอกทาง เพราะอาจจะทำให้สะบักสะบอมเสียก่อนได้ กว่าที่จะกลับมาเข้าที่เข้าทาง ก็จะทำให้เสียเวลา และกล้ามขึ้นได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็นในช่วงแรกของการฝึก เพราะร่างกายต้องซ่อมไปด้วยสร้างไปด้วย (ดูท่าฝึกเพาะกาย, ท่าเล่นกล้าม หรือท่าเล่นเวททั้งหมด)

2. อาหารการกินที่มีคุณภาพ
อาหาร การกินในแต่ละวันต้องเป็นอาหารที่มีคุณภาพ ไม่ใช่อาหารขยะ โดยต้องกินให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และต้องกินให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารโปรตีน เพราะต้องนำไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อ และอาหารคาร์โบไฮเดรต ที่ใช้เป็นพลังงานในชีวิตประจำวัน แต่อาหารอื่นๆ ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน (วิธีคำนวนปริมาณอาหารที่ต้องทานในแต่ละวัน)

3. การพักผ่อนที่เพียงพอ
เมื่อ ร่างกาย ผ่านการใช้งานมาหนักๆแล้ว ร่างกาย ก็ต้องการเวลาในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน และร่างกายจะมีเวลาซ่อมแซมกล้ามเนื้อมากที่สุดก็ตอนที่เวลาเรานอน โดยต้องมีเวลานอนอย่างน้อยคืนละ 7 – 8 ชั่วโมง เป็นอย่างต่ำ ในการพักฟื้นร่างกาย เมื่อฝึกเพาะกายมานานมาขึ้น ร่างกายก็จะต้องการเวลาพักผ่อนที่มากกว่านี้ โดยให้เข้านอนแต่หัวค่ำ พยายามเข้านอนให้ได้ก่อน 4 ทุ่ม ( อย่างช้าที่สุดเที่ยงคืน ) เพราะเป็นช่วงเวลาที่ โกรว์ธ ฮอร์โมน ที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายหลั่งออกมามากที่สุด เมื่อมีเวลานอนมาก ร่างกายก็มีเวลาในการหลั่งโกรว์ธ ฮอร์โมนมากเช่นกัน และนอนหลับให้ได้คืนละ 7 – 8 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย เพราะจะได้ซ่อมแซมร่างกายตอนเรานอน ทำให้เรามีลพะกำลังที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน ในวันต่อไป ถ้านอนไม่พอ นอกจากเพลีย เมื่อยล้าแล้ว ยังทำให้ออกกำลังกาย เรียน และทำการทำงานไม่ได้เต็มที่อีกด้วย ถ้าหลับยาก ก็ให้นั่งสมาธิก่อนนอนก็จะช่วยได้มาก

4. หัวจิตหัวใจ
เรื่องเพาะกายนั้น การเตรียมพร้อมร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ แต่เรื่องใจนั้น ต้องมาก่อน หากเรากล้าที่จะฝึก โดยยึดหลักการฝึกที่ถูกต้อง ก็จะทำให้เรามีชัยไปกว่าครึ่ง และต้องฝึกอย่างอดทน อดทนต่อภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น อดทนต่อจิตใจตัวเองที่อยากจะไปให้ไวๆจนอาจจะนอกลู่นอกทาง อดทนต่อการฝึกที่ต้องค่อยๆขยับไปเป็นขั้นเป็นตอน อดทนต่อระยะเวลา ที่เรารู้สึกว่า ร่างกายที่เราอยากได้ มันช่างไลเกินเอื้อม ถ้าใจเราสู้ซะอย่าง ร่างกายที่เราคาดหวังไว้ ก็จะไม่ไกลเกินเอื้ม และก็ไปถึงอย่างที่เราตั้งใจไว้ได้