Menu

หมวดหมู่: บทความฟิตเนส

บทความฟิตเนส

7 ท่าออกกำลังกายลดต้นขา

สาวๆหลายคนมักจะเผชิญกับปัญหาขาใหญ่ไม่กระชับ ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะกับสาวเจ้าเนื้ออวบอ้วนเท่านั้นนะค่ะ แต่ยังเกิดขึ้นได้กับสาวร่างเล็กเพรียวลมได้เช่นกัน ทำใ อ่านต่อ

สาวๆหลายคนมักจะเผชิญกับปัญหาขาใหญ่ไม่กระชับ ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะกับสาวเจ้าเนื้ออวบอ้วนเท่านั้นนะค่ะ แต่ยังเกิดขึ้นได้กับสาวร่างเล็กเพรียวลมได้เช่นกัน ทำให้รูปร่างที่ควรได้สัดส่วนกลับผิดรูปไปซะงั้น

1. Squat
เป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายและสะดวกสามารถทำที่ไหนก็ได้ เป็นท่าออกกำลังกายที่ช่วยกระชับต้นขา สะโพกและเซลลูไลท์อย่างได้ผล

วิธีการบริหาร
1. ยืนตรง กางขาออกกว้างประมาณไหล่ เปิดปลายเท้าออกไปด้านข้างเพียงเล็กน้อย
2. ค่อยๆย่อตัวลงนั่งโดยให้หลังตั้งตรงไม่งอ ดันเอวและก้นไปด้านหลังเหมือนนั่งเก้าอี้กลางอากาศ พยายามอย่าให้หัวเข่าเกินปลายเท้า
3. มองตรงไปข้างหน้า เกร็งหน้าท้องเอาไว้ กลับเข้าสู่ท่ายืน
การออกกำลังกายลดต้นขาด้วยท่า Squat นี้ เริ่มแรกอาจจะทำสัก 15 -20 ครั้ง ทั้งหมด 4-5 เซต และควรทำต่อเนื่อง สัปดาห์ล่ะ 3 วัน

2. Sumo Squat
เป็นการออกกำลังกายที่เหมือนกับ Squat ท่ากายบริหารนี้จะช่วยกระชับต้นขาด้านในก้น

วิธีการบริหาร
1. ลำตัวตั้งตรง ยืนแยกปลายเท้าห่างประมาณหัวไหล่ เปิดปลายเท้าเล็กน้อย
2. มือประสานกันไว้ที่หน้าอก งอเข่าและลดสะโพกลง ให้เข่าอยู่ระดับเดียวกันกับปลายเท้า
3. มองตรงไปข้างหน้า เกร็งหน้าท้องเอาไว้ กลับสู่ท่ายืน
การออกกำลังกายลดต้นขาด้วยท่า Sumo Squat ทำ 15-20 ครั้ง/ต่อเซต และควรทำทั้งหมด 4-5 เซต

3. Lunges
เป็นท่าออกกำลังกายที่ช่วยกระชับต้นขาด้านหน้า ด้านหลังและกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก

วิธีการบริหาร
1. ยืนตัวตรง ขาทั้งสองข้างกว้างประมาณหัวไหล่ ที่สำคัญลำตัวต้องตั้งตรงอยู่เสมอ
2. ก้าวขาออกไปข้างหน้า 1 ก้าว เท้าราบกับพื้น อีกข้างหนึ่งให้งอเข่าลงทำมุมให้ได้ 90 องศา หลังตั้งตรงไม่โน้มตัวไปข้างหน้า
3. ยกตัวขึ้นกลับเข้าสู่ท่าปกติ
การออกกำลังกายลดต้นขาด้วยท่า Lunges ควรทำสัก 20 ครั้ง ต่อ/เซต และควรทำต่อเนื่อง 4-5 เซต

4. Wall Sit Squat
หรือที่เรียกกันว่าท่าพิงกำแพงนั่นเอง เป็นท่าสควอทอีกแบบหนึ่งที่ช่วยกระชับต้นขาด้านหน้า ด้านหลังให้แข็งแรง สลายเซลลูไลท์ได้ผล และยังช่วยป้องกันเข่าเสื่อมได้อีกด้วย

วิธีการบริหาร
1. ยืนหันหลังชิดกำแพง แยกปลายเท้าให้กว้างประมาณไหล่ เท้าห่างจากกำแพง 1 ฟุต
2. ค่อยๆย่อตัวลงมา ทำมุมให้ได้ 90 องศา ต้นขาต้องขนานกับพื้นคล้ายกับการนั่งเก้าอี้ หลังตั้งตรงไม่งอ
3. ทำท่านี้ค้างเอาไว้ 30 นาที หรือหากเริ่มต้นทำ อาจจะนับ 1-10 ครั้งแล้วยืดตัวขึ้นกลับสู่ท่าเดิม
การออกกำลังกายลดต้นขาด้วย Wall Sit Squat เริ่มต้นควรทั้งหมด 3 เซต ใช้เวลา 30 วินาที และ 60 วินาที หลังจากนั้นค่อยเพิ่มขึ้นเป็น 2 นาที

5. Squat Jumps
หรือที่หลายคนเรียกว่าสก๊อตจั๊ม เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อต้นขา สะโพก ก้น เอ็นร้อยหวาย

วิธีการบริหาร
1. ยืนตัวตรง กางขาออกเล็กน้อยให้ปลายเท้ากว้างประมาณไหล่ มือประสานกันไว้ที่ท้ายทอย
2. ย่อตัวลงเหมือนกับท่าสควอท ต้นขาตั้งฉาก จากนั้นกระโดดขึ้นขาเหยียดตรง แล้วย่อตัวลงแล้วกระโดดเหมือนเดิม
การออกกำลังกายลดต้นขาด้วยท่า Squat Jumps เริ่มต้นควรทำสัก 15 ครั้งต่อเซต ทำทั้งหมด 3 เซต

6. Jumping Jacks
หรือท่ากระโดดตบ ที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อขาและหัวไหล่ได้พร้อมกัน อีกทั้งยังเป็นท่าบริหารที่ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีอีกด้วย จัดว่าเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยลดน้ำหนักได้ลงอย่างใจต้องการเลยทีเดียว

วิธีการบริหาร
1. ยืนตัวตรงปลายเท้าห่างออกเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างแนบตามลำตัว
2. กระโดดขึ้นแยกขาให้กว้างประมาณหัวไหล่ แขนทั้งสองข้างแกว่งขึ้นยู่เหนือศรีษะ ปลายนิ้วมือสัมผัสกัน
3. กลับเข้าสู่ท่าเดิม
การออกกำลังกายลดต้นขาด้วยท่า Jumping Jacks นี้ สำหรับผู้ที่เริ่มต้น ควรทำสัก 20 ครั้งต่อเซต ทำทั้งหมด 3 เซต หลังจากที่ร่างกายเริ่มปรับตัวแล้วอาจจะเพิ่มจำนวนครั้งไปเรื่อยๆ

7. Leg raises
เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยกระชับกล้ามเนื้อส่วนขาให้ได้สัดส่วน อีกทั้งยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่างให้แข็งแรงขึ้น การออกกำลังกายลดต้นขาด้วยท่า leg raises ต้องอาศัยอุปกรณ์อย่างเสื่อโยคะ เป็นตัวช่วยปูรองเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ

วิธีการบริหาร
1. นอนราบลงไปกับเสื่อโยคะ แขนทั้งสองข้างแนบลำตัว แบบมือออกเล็กน้อย นำมือที่คว่ำลงสอดไปไว้ใต้ก้น
2. ยกขาทั้งสองข้างขึ้นในลักษณะเหยียดตรงเท้าชี้ขึ้นบนเพดาน เกร็งขาค้างไว้สักครู่หนึ่งแล้วค่อยๆลดขาลงช้าๆให้กลับเข้าสู่ท่าปกติ

การออกกำลังกายลดต้นขาด้วยท่า Leg raises นี้ สำหรับผู้ที่เริ่มต้น ควรทำสัก 20 ครั้งต่อเซต ทำทั้งหมด 3 เซต หลังจากที่ร่างกายเริ่มปรับตัวแล้วอาจจะเพิ่มจำนวนครั้งไปเรื่อยๆ เป็นอย่างไรบ้างกับท่าออกกำลังกายลดต้นขาทั้ง 7 แบบ ที่เราเอามาฝากในวันนี้ ใครที่อยากให้ขาเรียวเล็ก ไร้ไขมันส่วนเกิน ลองออกกำลังกายตามนี้ดูสิ รับรองว่ารูปร่างของคุณได้สัดส่วนไม่นานเกินรออย่างแน่นอน

ที่ท่องเที่ยวประเทศเกาหลี

โยคะ (Yoga)

ประวัติ โยคะถือกำเนิดในประเทศอินเดียเมื่อหลายพันปีที่แล้ว โดยในสมัยโบราณนั้นมนุษย์ได้ค้นคว้าเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับความเข้าใจในความ เป็นอยู่ของตนเอง อดี อ่านต่อ

ประวัติ
โยคะถือกำเนิดในประเทศอินเดียเมื่อหลายพันปีที่แล้ว โดยในสมัยโบราณนั้นมนุษย์ได้ค้นคว้าเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับความเข้าใจในความ เป็นอยู่ของตนเอง อดีตมีการจารึกถ้อยคำด้วยตัวอักษรความรู้ที่สำคัญๆทั้งหมดถูกส่งผ่านคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งในรูปแบบของนิทาน ด้วยวิธีการเช่นนี้ ความรู้ต่างๆจึงได้สะสมขึ้นและวัฒนธรรมต่างๆได้พัฒนาขึ้นมา และนี่คือวิธีการที่การฝึกโยคะได้ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันในหุบเขาแห่ง อินดัส วอลเลย์ นักโบราณคดีได้ค้นพบไม้แกะสลักและศิลปะรูปปั้นที่แสดงถึงการฝึกโยคะ ศิลปะเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยประชาคมที่มีความเจริญเป็นอย่างสูง ซึ่งเจริญอยู่ในพื้นที่แถบนั้นช่วง 2000 และ1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ปัจจุบัน คือส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน)

นักปราชญ์ชาวฮินดูคนหนึ่งชื่อว่า ปตัญชลี เป็นคนแรกที่ปรับปรุงการฝึกโยคะขั้นพื้นฐาน เขาเขียนสูตรของการฝึกโยคะเป็นหัวข้อ 8 หัวข้อสั้นๆ หัวข้อเหล่านี้เชื่อว่าได้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยผู้ที่ปฏิบัติโยคะที่เป็นผู้ชายเรียกว่า โยคิน หรือ โยคี ส่วนผู้หญิงเรียกว่า โยคินี ส่วนผู้สอนเรียกว่า คุรุ (ครู) ประเทศตะวันตกได้นำโยคะมาเป็นการออกกำลังกายโดยดัดแปลงจาก Hatha-Yoga ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของโยคะ นอกจากนี้การฝึกท่าโยคะเรียก Asanas เป็นการฝึกท่าโยคะและค้างท่านั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง การฝึกโยคะจะเน้นความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังทำให้เลือด และสารอาหารไปเลี้ยงประสาทไขสันหลังเพิ่ม การฝึกโยคะจะทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ รวมทั้งต่อมไร้ท่อทำงานดีขึ้น

ท่าของการฝึกโยคะเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อตามแบบของโยคะ และมีการสอดคล้องกับการหายใจเป็นการรวมกาย และจิตร่วมกัน การฝึกท่าโยคะจะเป็นการฝึกประสาท ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้สุขภาพจิต และสุขภาพกายดีขึ้น ท่าที่ใช้สำหรับการฝึกโยคะมีมากมาย โดยท่าที่เป็นหลักในการฝึกโยคะ เช่น การฝึกโยคะท่าศพอาสนะ Savasana (Corpse Pose) ท่านั่งก้มตัว (Paschimottanasana) การฝึกท่างู Bhujangasana (Cobra Pose) เป็นต้น

12 เคล็ดลับสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

เป็นที่ทราบดีว่าการออกกําลังกายนั้นมีประโยชน์ต่อทั้งสุขภาพกายและใจ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่สามารถออกกําลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะตั้งเป้าหมายในการออกกํา อ่านต่อ

เป็นที่ทราบดีว่าการออกกําลังกายนั้นมีประโยชน์ต่อทั้งสุขภาพกายและใจ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่สามารถออกกําลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะตั้งเป้าหมายในการออกกําลังกายไว้ไกลเกินกว่าจะเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่น ต้องการลดน้ำหนักหรือลดสัดส่วน ดังนั้น เมื่อออกกําลังกายแล้วไม่เห็นผลทันที จึงทําให้เกิดความท้อถอยและล้มเลิกไปในที่สุด การกําลังกายจึงควรมุ่งไปที่เป้าหมายที่เห็นผลชัดเจน ทุกครั่งหลังออกกําลังกายจะทำให้รู้สึกสดชื่น มีพลัง ผ่อนคลาย คลายเครียด ซึ่งเป็นผลจากการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ความเชื่อที่ว่านิสัยใหม่สร้างได้หากทําเป็นกิจวัตรต่อเนื่องกันเป็นเวลา 21 วัน สามารถนำมาปรับใช้กับนิสัยการออกำลังกายได้เช่นกัน เพราะทุกคนสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการออกกําลังกายให้ตัวเองได้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น 12 เคล็ดลับสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย ที่เรานำเสนอต่อไปนี้

1. เลือกซื้อเสื้อผ้าออกกําลังกายที่ทันสมัย ต้องเลือกชุดออกกําลังกายที่เหมาะสม ชุดรัดรูปอาจจะทําให้คุณดูดี แต่หากว่ารัดมากเกินไปก็อาจเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหว หรือทําให้ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่กําลังเคลื่อนไหวอยู่ได้ไม่ดี

2. สร้างนิสัยการออกกําลังกายให้สม่ำเสมอ โดยการออกกําลังกายในเวลาเดียวกันทุกวัน

3. เตือนตัวเองให้ออกกําลังกายโดยวางอุปกรณ์ออกกําลังกายไว้ในที่สะดุดตา

4. ปรับทัศนคติให้เชื่อว่าความเหนื่อยล้าจากการออกกําลังกายจะสามารถแสดงถึงผลลัพธ์ที่ได้กล้ามเนื้อที่แข็งแรง

5. เลือกเล่นกีฬาประเภทที่เหมาะกับตัวเองและหาเพื่อนร่วมออกกําลังกายด้วย เช่น เดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน เพื่อสัญจรในชีวิตประจําวันแทนการออกกําลังกาย

6. ห้ามชื้อเครื่องออกกําลังกายที่ไม่ได้คุณภาพ หากคุณกําลังคิดจะเลือกซื้ออุปกรณ์การออกกําลังกายมาไว้ที่บ้าน ให้ทดลองหลายๆเครื่องมือหลายๆแบบก่อนตัดสินใจ และควรพิจารณาคุณภาพมากกว่าราคา

7. ห้ามเริ่มออกกําลังกายในทันที การวอร์มร่างกายก่อนออกกําลังกายทุกครั้งมีความสําคัญมาก เพราะจะช่วยลดอัตราการเจ็บตัวระหว่างออกกําลังกายได้ นอกจากนี้ความยืดหยุ่นในการวอร์มร่างกายยังช่วยให้การออกกําลังกายนั้นๆได้ผลดียิ่งขึ้น

8. ต้องให้เวลาในการผ่อนร่างกายหลังออกกําลัง อย่ารีบพุ่งไปเปลี่ยนชุดทันทีหลังออกกําลังกายเสร็จ เพราะการผ่อนร่างกายนั้นสําคัญมาก ต้องให้เวลากล้ามเนื้อได้ค่อยๆผ่อนคลาย ให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลงสู่อัตราปกติและเตรียมร่างกายให้กลับสู่สภาพปกติด้วย

9. ห้ามอดน้ำระหว่างออกกําลังกาย เพราะร่างกายคนเราสูญเสียน้ำในระหว่างออกกำลังกายในปริมาณ 8 ออนซ์ในทุก 15 นาที หากใช้เวลาออกกําลังกายเกิน 1 ชั่วโมง ให้ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่แทน เพราะร่างกายจะต้องการมากกว่าน้ำเปล่าในขณะนั้น

10. ต้องกินอาหารหลังออกกําลังกายภายใน 2 ชั่วโมง เพราะว่ากล้ามเนื้อของคุณต้องการพลังงานทดแทน ให้เลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเล็กน้อย

11. บันทึกความก้าวหน้าการออกกําลังกายของตัวเอง หรือใช้โซเชียลมีเดียโดยโพสต์รูป/สเตตัสการออกกําลังกาย เป็นการสร้างความสนุกและกระตุ้นให้ออกกําลังกายได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น

12. ห้ามตั้งจุดมุ่งหมายที่เกินเอื้อม เพราะมันจะทําให้คุณหมดกําลังใจและยิ่งไปไม่ถึงฝัน นอกจากนี้อย่าเปรียบเทียบความสามารถของตัวเองกับคนอื่น เพราะการออกกําลังกายมีผลลัพธ์ของแต่ละคนต่างกัน แม้ว่าจะใช้เวลาและการออกกําลังกายแบบเดียวกันก็ตาม

และที่สำคัญ คุณควรต้องหาเพื่อนออกกําลังกาย หากคุณมีปัญหาในการลากตัวเองไปออกกําลังกายยาก ต้องหาเพื่อนที่ชื่นชอบการออกกําลังกายในแนวเดียวกันมาเป็นคู่ออกกําลังกาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองอยากออกไปวิ่ง ออกไปเวิร์คเอาท์ให้มากยิ่งขึ้น