Menu

หมวดหมู่: บทความฟิตเนส

บทความฟิตเนส

ข้อเสียของการเล่นเวท หากคุณทำมันแค่ตามแฟชั่น

ข้อเสียของการเล่นเวท หากคุณทำมันแค่ตามแฟชั่น การเล่นเวทนี่ถือเป็นอะไรที่แพร่หลายมากๆ สังเกตุได้จากยิมที่เปิดเยอะขึ้นเรื่อยๆ สังเกตุจากพฤติกรรมของหลายๆ อ่านต่อ

ข้อเสียของการเล่นเวท หากคุณทำมันแค่ตามแฟชั่น

การเล่นเวทนี่ถือเป็นอะไรที่แพร่หลายมากๆ สังเกตุได้จากยิมที่เปิดเยอะขึ้นเรื่อยๆ สังเกตุจากพฤติกรรมของหลายๆคน เมื่อก่อนใครที่ไปเข้ายิมเล่นเวทมักจะถูกมองเป็นชนกลุ่มน้อย กีฬาที่ใช้แต่แรงไม่ใช้สมองบ้างหละ เล่นแล้วเป็นเกย์บ้างหละ บ้าพลังบ้างหละ
แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป เทรนสุขภาพกำลังมา มักจะมีบทสนทนาแบบนี้มากขึ้น เช่น “เฮ้ยวันนี้เล่นอะไร”, “เฮ้ยเล่นเวทที่ไหนหวะ”, “กินคลีนไหม” ถือเป็นกระแสเลยทีเดียวในยุคนี้ แต่ในกระแสที่กำลังมาแรงในตอนนี้มันก็จะมีทั้งที่ดีและที่ไม่ดีตามมาด้วย ที่ดีๆไปเลยก็คือเล่นกันอย่างจริงจังศึกษาละเอียด แต่ที่ไม่ดีก็มีบางส่วนที่การเข้ายิมเล่นเวทเหมือนจะกลายเป็นแฟชั่นไป โดยในส่วนนี้แหละถือว่าอันตรายมากๆ หลายคนเลยไม่ได้ศึกษาความรู้ที่ถูกต้อง บางคนก็ทำตามๆกันในยิม บางคนก็คิดเองเออเอง ซึ่งส่งผลให้เกิดผลเสียขึ้นได้หลายข้อมากมาย เช่น

ฟิตเนส

1. ทำให้บาดเจ็บ: การเล่นเวทแน่นอนว่าจะต้องฝึกโดยใช้น้ำหนักเยอะในระดับหนึ่ง ความเข้มข้นระดับหนึ่ง ซึ่งจะมากกว่าการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อไหร่ที่คุณฝึกคุณเคลื่อนที่ผิดจังหวะนั้นก็สามารถทำให้คุณบาดเจ็บได้ ที่เจอบ่อยๆก็จะเป็นในเรื่องของเส้นเอ็นและข้อต่อ และอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อเรื้อรัง ร้ายแรงสุดก็เป็นอัมพาตได้เลยทีเดียว ทางที่ดีควรศึกษาให้ละเอียดว่าแต่ละท่าฝึกอย่างไรขึ้นลงแค่ไหน จับแบบไหน ฝึกให้ถูกต้องตามจุดประสงค์ที่ต้องการ
2. ทำให้รูปร่างไม่สมส่วน: แน่นอนว่าแต่ละคนจะต้องมีหุ่นในฝันที่ตัวเองต้องการ แต่หากไม่ได้ศึกษาและวางแผนโปรแกรมอย่างดีพอก็จะทำให้รูปร่างไม่สมส่วนได้ หรือแม้แต่กาีมีค่านิยมแปลกๆ หรือมีอีโก้ก็ทำให้รูปร่างไม่สมส่วนได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นบางคนฝึกแต่แขนแต่ฝึกไหล่น้อยจนดูเป็นคนไหล่ตก บางคนไม่ฝึกขาจนดูขาเล็กมากไป บางคนไม่ฝึกหลังจนทำให้ตัวแบนไม่มีความหนา เป็นต้น
3. ทำให้สุขภาพร่างกายแย่: ข้อนี้มักจะเกี่ยวกับความสมดุลของการฝึก อาหาร และการพักผ่อน เช่นบางคนฝึกหนักมากแต่ทานน้อยร่างกายก็จะโทรม บางคนโหมคาร์ดิโอหนักทั้งๆที่ทานคาร์บไม่เพียงพอ บางคนนอนน้อยจนร่างกายรักษาตัวเองไม่ทัน และอื่นๆอีกเยอะที่มันไม่สมดุลกันจนสุขภาพแทนที่จะดีกลับแย่ลงได้ ที่ต้องทำคือรักษาสมดุลตรงนี้ให้ได้หากจะฝึกหนักก็ต้องกินพอและนอนพอด้วยเช่นกัน หรือบางคนฝึกนิดหน่อยแต่กินเหมือนพายุแบบนี้ก็ทำให้อ้วนได้เช่นกัน ไขมันเยอะไปสุขภาพก็แย่ตามมา
4. ทำให้การเข้าสังคมเปลี่ยนไป: ยกตัวอย่างเช่นการกินคลีนแบบสุดโต่งจนมีปัญหาในชีวิตการทำงาน ข้อนี้ไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นกับคนที่เล่นเวทตามแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้กับในระดับนักกีฬาเช่นกัน เมื่อพฤติกรรมการกินต่างออกไปจากเพื่อนๆในที่ทำงานแน่นอนคุณก็จะเข้าสังคมกับเขาลำบากขึ้น กินโน้นกินนี่ไม่ได้ตามเขา คนที่ทำงานไปกินอะไรกันก็ไปกินกับเขาไม่ได้ หรือบางทีเพื่อนที่ทำงานชวนเที่ยวชวนออกสังคอมแต่ก็ไปไม่ได้เพราะต้องเล่นเวท ข้อนี้วิธีแก้คือต้องปรับตัวให้ได้เท่านั้น อาจจะทำความเข้าใจกับเพื่อน หาเวลาคุยให้มากขึ้น หาเวลาเข้าสังคมมาทดแทนส่วนที่ขาดไป
5. ทำให้สุขภาพจิตเสีย: ข้อนี้จะเกิดขึ้นได้กับคนที่เล่นเวทอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มีพัฒนาการเนื่องจากอาจจะทำแบบผิดๆอยู่ หรือไม่จริงจัง เช่นไปฟิตเนสเพื่อถ่ายรูป ไปฟิตเนสแล้วคุยเยอะกว่าเล่น จนผลที่ออกมามันไม่เป็นไปตามที่หวัง บางคนจะลดน้ำหนักแต่มันไม่ลง บางคนอยากตัวใหญ่แต่ก็ไม่หนาขึ้นสักที เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อาจจะทำให้ท้อได้ ยิ่งถ้ามีใครถามถึงผลจากการเล่นบ่อยๆก็อาจจะยิ่งเครียดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การโหมฝึกมากไป การอดอาหารแบบผิดๆก็ทำให้สุขภาพจิตเสียได้เช่นกัน ทางที่ดีควรศึกษาให้มากขึ้นและจริงจังกับมัน วางแผนให้ดีไม่สุดโต่งไป หมั่นวัดผลตัวเองอยู่เป็นประจำเท่านี้คุณก็จะมีพัฒนาการที่ดีไปพร้อมกับสุขภาพจิตที่ดีได้
6. ทำให้บุคลิคเสีย: ข้อนี้จะใกล้เคียงกับเรื่องรูปร่างไม่สมส่วน เพราะเกิดจากสาเหตุเดียวกันคือวางแผนโปรแกรมไม่ดีพอ ยกตัวอย่างเช่นการให้ความสำคัญกับกล้ามเนื้อหลังน้อยไป เมื่ออก ไหล่ แขน ข้างหน้าแข็งแรงหมดแต่ข้างหลังอ่อนแอกว่ามากไม่สมดุลกันกล้ามเนื้อด้านหน้าหากมันเกร็งตัวมากๆก็จะดึงหลังดึงไหล่ไปข้างหน้าได้ ทำให้หลังค่อมได้ หรือร้ายแรงมากก็บาดเจ็บได้เช่นกันเพราะเมื่อหัวไหล่โดนดึงไปข้างหน้าแล้วก็อาจเป็นสาเหตุให้เอ็นหัวไหล่โดนเบียดระหว่างเคลื่อนไหวจนบาดเจ็บได้ ยกตัวอย่างอีกข้อเช่นการจัดโปรแกรมไม่ดีจนกล้ามเนื้อซ้าย-ขวาไม่สมดุลกัน เมื่อนานๆไปก็อาจะเป็นสาเหตุให้ไหล่ตกได้ กระดูกสันหลังคดได้ เป็นต้น
7. ทำให้เปลืองค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ: ข้อนี้มักจะเกิดขึ้นกับมือใหม่ที่ใจร้อนมากเกินไป หวังพึ่งแต่อาหารเสริมเต็มที่จนไม่คิดเลยว่าองค์ประกอบในการสร้างกล้ามเนื้อหรือแม้แต่การลดไขมันอีกข้อหนึ่งก็คือ “เวลา” คุณต้องให้เวลากับมัน ฝึกมัน ดูแลมัน ไม่ใช่แค่หลักเดือน แต่เป็นปีๆ ดังนั้นการโหมซื้ออาหารเสริมมาใช้มากไปโดยใช่เหตุก็อาจจะทำให้สิ้นเปลืองได้

 

เคล็ดลับการกินระหว่างการเข้าฟิตเนส

เคล็ดลับการกินระหว่างการเข้าฟิตเนส “การออกกำลังกาย” คือวิธีสร้างกล้ามเนื้อที่ดีที่สุดเป็นความจริงที่คุณต้องยอมรับ แต่หลายคนกลับไม่ประสบความสำเร็จในการ อ่านต่อ

เคล็ดลับการกินระหว่างการเข้าฟิตเนส

“การออกกำลังกาย” คือวิธีสร้างกล้ามเนื้อที่ดีที่สุดเป็นความจริงที่คุณต้องยอมรับ แต่หลายคนกลับไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างกล้ามเนื้อให้ได้ดั่งใจแม้จะเข้ายิมอยู่เป็นประจำก็ตามที นั่นก็เพราะคุณมัวใส่ใจแต่เรื่องวิธีออกกำลังกายจนลืมพิถีพิถันอาหารในแต่ละมื้อ

สาร อาหาร  ที่เข้าสู่ร่างกายคือส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้การออกกำลังกายของคุณไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเราจะพาคุณไปพบกับ เคล็ดลับที่คุณต้องใส่ใจในแต่ละมื้อหากต้องการมีซิคแพ็คแบบนักกีฬาหรือนายแบบ

1. เริ่มต้นมื้อเช้าด้วยน้ำผลไม้

ฟิตเนส

ถ้าคุณเคยชินกับปาท่องโก๋ หรือโจ๊กเป็นประจำทุกวันเราขอให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรมเสีย เพราะสิ่งที่ควรทำที่สุดในตอนเช้าคือการหาน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายไม่ใช่คาร์โบไฮเดรด เพราะน้ำตาลจะช่วยให้ร่างกายผลิตกรดโปรตีนที่ทำหน้าที่สร้างกล้ามเนื้อ ดังนั้น ลองหาน้ำผลไม้สดๆ โดยเฉพาะน้ำส้มจะดีที่สุด หรือถ้าคุณเป็นพวกติดชา กาแฟ ก็ทำได้แต่เติมน้ำตาลลงไปสักช้อน

นอกจากน้ำผลไม้ที่ให้น้ำตาลแล้วโปรตีนก็สำคัญเช่นกัน สำหรับช่วงเช้า โปรตีนที่ไม่หนักมากนักแต่ให้คุณค่าสูง อาทิ แฮม, แซลมอน หรือเนื้อไก่ คือสิ่งที่เราแนะนำ แต่ถ้าในตู้เย็นของคุณมันไม่มีที่บอกมาเลย เราอนุโลมให้สำหรับไข่ไก่เป็นมื้อเช้า แต่เราแนะนำเลยว่า ไม่ควรบริโภคเกิน 2-3 ฟอง ต่อสัปดาห์

2. จัดโปรตีนในมือกลางวัน

ฟิตเนส

เราไม่ได้บอกให้คุณตามหาสเต็กเนื้อวัวชิ้นยักษ์ แต่เราขอให้คุณใช้ความพยายามมากกว่านั้น ด้วยการพยายามให้มีโปรตีนทั้งจากพืชและสัตว์ในมื้อกลางวันของคุณ เพราะการรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่มากเกินไปนั้นมันย่อยยาก บนจานของคุณควรจะมีโปรตีนจากเนื้อสัตว์สัก 150 กรัม แล้วอีกส่วนเราขอให้เป็นโปรตีนจากพืช เช่นถั่วลันเตา

3. ตามหาโอเมก้า 3 ให้มื้อเย็น

เราปล่อยให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออยู่บนความรับผิดชอบในการเดินเข้าฟิตเนสหลังเลิกงานของคุณเอง แต่สำหรับการปรับค่า PH ในร่างกาย รวมไปถึงการฟื้นฟูส่วนต่างๆ คุณจำเป็นต้องเติมโอเมก้า 3 เข้าไปในมื้อเย็น ซึ่งจะมีอยู่ในไขมันจากสัตว์ เช่นน้ำมันปลาทั้งแซลมอน, แมคคาเรล และซาร์ดีน หรือบางทีคุณอาจจะเติมโอเมก้าจากพืชได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอะโวคาโด, อัลมอนด์ หรือเฮเซลนัต เทคนิคของเราคือ คุณอาจจะกินโปรตีนจากปลา สักสามวัน แล้วเว้นเป็นโปรตีนจากสัตว์สักสองวัน แล้วค่อยกลับมากินเนื้อปลาอีกครั้ง เพราะมันไม่ใช่แค่ลดความน่าเบื่อ แต่ยังช่วยเรื่องระบบการย่อยที่ดี

4. หลีกเลี่ยงน้ำตาลของหวานระหว่างมื้อ

ใช่เราบอกเองว่าน้ำตาลจะไปช่วยสร้างกรดโปรตีนที่จะมาสร้างกล้ามเนื้อของคุณ แต่น้ำตาลที่เราหมายถึงคือน้ำตาลจากผลไม้ และเพียงในมื้อเช้ามื้อเดียว ความหวานที่เราให้หลีกเลี่ยงคือความหวานที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ ต่างๆ เช่น ช้อคโกแลต, ขนมหวานทั้งหลาย ถ้าคุณติดขนม ก็ค่อยๆลดมันลง

5. นมจะมีประโยชน์เมื่อได้รับปริมาณที่เหมาะสม

ฟิตเนส

ตั้งแต่เด็กๆ เราถูกสอนมาว่านมช่วยสร้างโปรตีนและทำให้ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต แต่นั่นมันเมื่อเรายังเป็นเด็กตอนนี้ร่างกายของคุณเติบโตแล้ว ประโยชน์จากโปรตีนจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการได้รับในปริมาณที่ถูกต้องและเหมาะสมเท่านั้น ความจริงคือคุณไม่ควรดื่มนมมากกว่าหนึ่งครั้งในแต่ละวัน และที่สำคัญนมที่จะช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อที่ดีที่สุดมันไม่ใช่นมวัวนะ จะให้ดีเลยควรเป็นนมแพะ หรือนมแกะ

6. น้ำแร่เท่านั้น

เพราะการออกกำลังกายอย่างหนักด้วยความหวังที่จะมีกล้ามเนื้อสวยงาม คุณจะต้องแลกด้วยการสูญเสียเกลือแร่ไปเป็นจำนวนมากพร้อมกับเหงื่อ เพื่อรักษาระดับแร่ธาตุที่จำเป็นกับร่างกายเอาไว้ คุณควรดื่มน้ำแร่อย่างน้อยวันละลิตรครึ่ง

ประโยชน์ของการเล่นฟิตเนส

ประโยชน์ของการเล่นฟิตเนส นอกจากการทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว การออกกำลังกายเพิ่มประโยชน์มากมายให้แก่ร่างกาย ดังนี้ 1.การออกกำลังกายช่วยลดความเครียด ก อ่านต่อ

ประโยชน์ของการเล่นฟิตเนส

นอกจากการทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว การออกกำลังกายเพิ่มประโยชน์มากมายให้แก่ร่างกาย ดังนี้

ฟิตเนส
1.การออกกำลังกายช่วยลดความเครียด การออกกำลังกายจะเผาผลาญสารเคมีในร่างกายของเราให้ลดลง ลดความตึงเครียดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และเพิ่มการหลั่งสารป้องกันการเครียดของสมองด้วย
2.กระตุ้นการสร้าง HDL ซึ่งเป็นไขมันคอเลสเตอรอลที่ดี โดยช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดและป้องกันโรคหัวใจและโรคระบบหลอดเลือดได้
3.ลดน้ำหนัก โดยการใช้พลังงานของร่างกายมากขึ้น
4.เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและช่วยการเผาผลาญในร่างกาย ทำให้การควบคุมน้ำหนักทำได้ง่ายขึ้น
5.ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้นและเพิ่มอัตราการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย
6.เพิ่มประสิทธิภาพระบบการทำงานของหลอดเลือด เพิ่มความสามารถในการนำออกซิเจนและสารอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้มากขึ้น
7.การทำงานของปอดดีขึ้น ทำให้ร่างกายรับอ๊อกซิเจนดีขึ้น