Menu

หมวดหมู่: บทความการเพาะกาย

5 ท่าบริหารกล้ามเนื้อ ลดความเมื่อยล้าขณะขับขี่

ความกังวลเกี่ยวกับปัญหารถติดกลายเป็นปัญหาแรกๆ ที่คนใช้รถใช้ถนนในเมืองใหญ่ให้ความสำคัญ แต่แท้ที่จริงแล้ว คนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่หลังพวงมาลัยนานๆ เป็นเหตุ อ่านต่อ

ความกังวลเกี่ยวกับปัญหารถติดกลายเป็นปัญหาแรกๆ ที่คนใช้รถใช้ถนนในเมืองใหญ่ให้ความสำคัญ แต่แท้ที่จริงแล้ว คนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่หลังพวงมาลัยนานๆ เป็นเหตุให้ต้องเผชิญกับอาการปวดเมื่อย บางรายอาจร้ายแรงเรื้อรังและก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ต้องขับรถเป็นประจำทุกวันและอยู่บนท้องถนนเป็นเวลานาน

 

 

ขอนำเสนอ 5 วิธีบริหารร่างกายง่ายๆ ช่วยยืดกล้ามเนื้อแก้อาการเมื่อยล้า ขณะนั่งอยู่หลังพวงมาลัย เสมือนกับว่าได้เข้าสปานวดผ่อนคลายกันเลย!

ท่าที่ 1 ท่ากล้ามเนื้อหลังแขนท่อนล่าง คว่ำแขนเหยียดศอกให้สุด กระดกข้อมือขึ้นลง ใช้มืออีกข้างดันมือเข้าหาลำตัว

ท่าที่ 2 ท่ายืดกล้ามเนื้อต้นคอ หันศีรษะลงตรงๆ ใช้มือสองข้างประสานไว้กับหลังศีรษะ ใช้แรงกดลงเบาๆ

ท่าที่ 3 ท่ายืดท้องแขน ยกแขนขึ้นงอข้อศอกไปด้านหลัง จากนั้นใช้แขนฝั่งตรงข้ามผลักข้อศอกไปด้านหลัง

ท่าที่ 4 ท่ายืดกล้ามเนื้อสะบัก เหยียดแขนไขว้ไปฝั่งตรงข้าม ใช้แขนอีกข้างงอศอกล็อคและออกแรงดึงไปฝั่งตรงข้าม

ท่าที่ 5 ท่ายืดกล้ามเนื้อบ่า เอียงศีรษะไปด้านข้างใช้มือข้างเดียวกับที่เอียงไปช่วยดึงศีรษะไป มืออีกข้างจับขอบเก้าอี้

จากคำแนะนำ 5 ท่าเบื้องต้นให้คุณผู้อ่านได้เห็นถึงวิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อขณะขับรถแล้ว อย่าลืมว่า การนั่งขับรถให้ถูกวิธีก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการช่วยให้การขับขี่ของคุณสบาย และยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้นอีกด้วย

Golden-slotonline

7 ประโยชน์ของการออกกำลังกายเป็นประจำ

ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายนั้นสิ่งที่ดี แต่จะมีใครรู้บ้างไหมว่าดีต่อร่างกายอย่างไร? มันช่วยได้ตั้งแต่การกระตุ้นอารมณ์เพื่อปรับปรุงคุณภาพเพ อ่านต่อ

ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายนั้นสิ่งที่ดี แต่จะมีใครรู้บ้างไหมว่าดีต่อร่างกายอย่างไร? มันช่วยได้ตั้งแต่การกระตุ้นอารมณ์เพื่อปรับปรุงคุณภาพเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงช่วยยกระดับชีวิตคุณได้เลยทีเดียวล่ะ หากคุณอยากรู้สึกดีขึ้น มีพลังงาน และอายุยืนยาวมากขึ้น ก็แค่เริ่มออกกำลังกายเท่านั้นเอง

การออกกำลังกายเป็นประจำและการมีกิจกรรมทางร่างกายบ่อยๆ ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างยากที่จะปฏิเสธ ทุกคนล้วนได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายได้ทั้งนั้น ไม่จำกัดอายุ เพศ หรือสภาพร่างกาย แต่ถ้าคุณอยากได้แรงจูงใจมากกว่านี้ ลองมาดู 7 ประโยชน์ของการออกกำลังกายเป็นประจำ ที่จะช่วยให้คุณมีความสุขและมีสุขภาพดียิ่งขึ้น

 

 

1. ออกกำลังกายช่วยควบคุมน้ำหนักตัว
การออกกำลังกายช่วยควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนขึ้นและรักษาระดับของน้ำหนักไว้ไม่ให้สูญเสียไป เมื่อคุณเริ่มออกกำลังกาย ร่างกายก็เกิดการเผาผลาญแคลอรี่ ยิ่งออกกำลังกายหนักก็ยิ่งเผาผลาญได้มากขึ้น

การไปออกกำลังกายในยิมเป็นประจำนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ต้องกังวลหากไม่สามารถหาเวลาไปได้ทุกวัน เพียงหมั่นเก็บเกี่ยวเวลาไว้ทีละนิด เช่น ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟท์ หรือจะเลือกออกกำลังกายในบ้านแทนก็ได้ เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับตารางชีวิตก็ใช้ได้แล้ว

2. การออกกำลังกายช่วยต้านทานปัญหาสุขภาพและโรคภัยต่างๆ
กังวลกับโรคหัวใจอยู่หรือเปล่า? หรืออยากป้องกันโรคความดันโลหิตสูง? ไม่มีปัญหา ไม่ว่าคุณจะมีน้ำหนักตัวมากแค่ไหน แค่กระตือรือร้นเข้าไว้ก็จะช่วยกระตุ้น Lipoprotein (HDL) ที่มีความเข้มข้นสูงได้แล้ว ซึ่ง HDL นี้เป็นไขมันที่ดีช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้ อีกทั้งการออกกำลังกายบ่อยๆ ยังช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้อย่างราบรื่น ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพได้ในวงกว้าง รวมไปถึงโรคหลอดเลือดสมอง โรคที่เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหาร โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคซึมเศร้า โรคมะเร็ง และโรคไขข้ออักเสบได้

3. การออกกำลังกายช่วยทำให้อารมณ์ดี
หากอยากให้อารมณ์ดีขึ้นหรือต้องการปัดเป่าความเครียดระหว่างวันออกไป ลองไปออกกำลังกายในยิมหรือเดินเล่นสัก 30 นาทีมันช่วยได้นะ กิจกรรมทางร่างกายจะช่วยกระตุ้นสารเคมีในสมอง ซึ่งช่วยให้คุณรู้สึกมีความสุขมากขึ้นและผ่อนคลายมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้คุณยังรู้สึกดีขึ้นกับรูปลักษณ์และตัวคุณเองเมื่อได้ออกกำลังกายเป็นประจำ เพิ่มความมั่นใจและความนับถือตัวเองของคุณให้มากขึ้นตามไปด้วย

4. การออกกำลังกายช่วยเพิ่มพลังงาน
รู้สึกปวดเมื่อยกับการเดินซื้อของใช้หรือทำงานบ้านหรือเปล่า? การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระตุ้นความทนทานให้มากขึ้นได้

การออกกำลังกายช่วยส่งออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ไปยังเนื้อเยื่อและช่วยให้ระบบสูบฉีดเลือดจากหัวใจและของหลอดเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเมื่อหัวใจและปอดทำงานได้ดี คุณก็จะรู้สึกมีพลังงานมากขึ้น รับมือกับภารกิจประจำวันได้ดีขึ้นไปด้วย

5. การออกกำลังกายช่วยให้หลับได้ดีขึ้น
ตอนเช้าคุณตื่นมากดเลื่อนปลุกบ่อยๆ หรือเปล่า? การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายและหลับสนิทขึ้นด้วยนะ แค่อย่าออกกำลังกายในช่วงที่ใกล้เวลานอนมากเกินไปเท่านั้น ร่างกายจะได้ไม่ตื่นตัวมากเกินไปเมื่อถึงเวลาเข้านอน

6. การออกกำลังกายช่วยจุดประกายกิจกรรมบนเตียงให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง
คุณรู้สึกเหนื่อยเกินไปกับเรื่องบนเตียงหรือรูปร่างอ้วนเผละจนไม่อยากมีกิจกรรมทางเพศหรือเปล่า? การออกกำลังกายช่วยเพิ่มทั้งพลังงานและช่วยปรับรูปร่างคุณให้ดีขึ้นไป ซึ่งแน่นอนว่าช่วยกระตุ้นกิจกรรมบนเตียงให้กลับมาร้อนแรงได้อีกครั้ง

แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยยกระดับความตื่นตัวทางเพศในผู้หญิง และในเพศชายที่ออกกำลังกายเป็นประจำก็ยังมีปัญหาการหลั่ง น้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายด้วยล่ะ

7. การออกกำลังกายนั้นสนุกและช่วยให้มีสังคมที่กว้างขึ้น
การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่างๆ นั้นทำให้คุณมีความสุข เพิ่มโอกาสในการผ่อนคลาย ได้สนุกไปกับกิจกรรมกลางแจ้งหรือกิจกรรมต่างๆ ทั้งยังช่วยให้คุณได้มีกิจกรรมร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการเข้าคลาสเรียนเต้นรำหรือเดินป่า หรือกระทั่งเข้าทีมฟุตบอลก็ตาม ให้เลือกกิจกรรมที่คุณชอบ แล้วก็เข้าร่วมบ่อยๆ ถ้าเบื่อ ก็ลองสิ่งใหม่ๆ หรือเลือกทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ คุณดูก็ได้

สรุปคำแนะนำสำหรับการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายและทำกิจกรรมต่างๆ นั้นเป็นหนทางที่ดีมากในการรักษาสุขภาพ ที่ทำให้รู้สึกดีและสนุกไปพร้อมกัน ตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกายอย่างน้อยให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ในแบบปานกลาง หรือ 75 นาทีต่อสัปดาห์สำหรับการออกกำลังกายแบบหนัก

พยายามเพิ่มการออกกำลังกายแบบแอโรบิคแบบหนักและแบบปานกลาง อย่างเช่น การวิ่ง การเดิน หรือการว่ายน้ำ และเพิ่มการฝึกกล้ามเนื้ออีกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งด้วยการฝึกแบบฟรีเวท หรือจะฝึกกับเครื่องออกกำลังกายต่างๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อไปด้วย

จัดตารางโปรแกรมการออกกำลังกายต่างๆ ไว้ทั้งสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการลดน้ำหนักหรือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการออกกำลังที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งต้องใช้ความพยายามมากขึ้นกว่าคนทั่วไป

อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย ยิ่งโดยเฉพาะหากคุณเป็นมือใหม่ หรือไม่เคยออกกำลังกายมานานแล้ว รวมไปถึงคนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไขข้ออักเสบ หรือมีปัญหาที่คุณกังวลใจอื่นๆ แล้วปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของตัวคุณเอง

การออกกำลังกาย ไม่ได้มีดีแค่การลดความอ้วน

เราออกกำลังกายไปเพื่ออะไร? บ้างก็เพื่อสุขภาพ เพื่อลดน้ำหนัก เพื่อแข่งขันกับตัวเอง เพื่อเอาชนะตัวเอง หรือเพื่อเดิมพันอะไรสักอย่าง ระหว่างเส้นทางของการอ อ่านต่อ

เราออกกำลังกายไปเพื่ออะไร? บ้างก็เพื่อสุขภาพ เพื่อลดน้ำหนัก เพื่อแข่งขันกับตัวเอง เพื่อเอาชนะตัวเอง หรือเพื่อเดิมพันอะไรสักอย่าง ระหว่างเส้นทางของการออกกำลังกายที่เรากำลังพิชิตเป้าหมายของตัวเองนั้น ทำให้นักออกกำลังกายทุกคนต่างพบว่า เราไม่ได้ทำสำเร็จตามเป้าหมายเพียงอย่างเดียว แต่กลับค้นพบว่า เราได้อะไรมากกว่านั้น

หากจำแนกรูปแบบการออกกำลังกาย สามารถจำแนกประเภทตามความหนัก โดยโค้ชเบนซ์ หรือนายพงษ์ศิริ งามอัมพรนารา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา โค้ชนำออกกำลังกาย เครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. บอกว่า

ออกกำลังกายแบบหนัก มีกีฬาชนิด ฟุตบอล วิ่งแข่ง บาสเกตบอล ฟุตซอล ฯลฯ เป็นกีฬาที่ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลา ทำให้หัวใจทำงานหนักแบบต่อเนื่อง

ออกกำลังกายแบบปลานกลาง เช่น ปั่นจักรยาน จ็อกกิ้ง กระโดดเชือก ฯลฯ ซึ่งสามารถประมาณความหนักได้จาก การพูดคุยเป็นประโยคได้บ้าง

ออกกำลังกายแบบเบา เช่น ยืนแกว่งแขนลดพุงลดโรค การเดิน ย่ำเท้ากับที่ หรือเดินเร็ว
ทั้งนี้การออกกำลังกายในแต่ละระดับของแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งสามารถวัดได้จาก ความหนักของอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Zone) โดยอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด จะมีสูตรคำนวณคือ 220-อายุ(ปี) เช่น 220-30 = 190 ครั้งต่อนาทีการออกกำลังกายที่อัตราการเต้นหัวใจอยู่ที่ 50-70 % ของอัตราการเต้นสูงสุด หรือ Moderate exercise คือการออกกำลังกายที่อยู่ในระดับเหมาะสม ดังนั้นควรให้ชีพจรอยู่ระหว่าง 95-133 ครั้งต่อนาที โซนหัวใจสามารถแบ่งออกได้เป็น 5โซน ดังนี้

โซน 1 Very Light 50-60 % เป็นการออกกำลังกายแบบเบามาก ช่วยในแง่ฟื้นฟูสภาพร่างกายเป็นสำคัญ ใช้ลดน้ำหนักได้เล็กน้อย เวลาออกจะรู้สึกสบายไม่เหน็ดเหนื่อย

โซน 2 Light 60-70 % ออกกำลังกายแบบเบา ช่วยลดน้ำหนักไขมันส่วนเกินได้ดีที่สุดและเพิ่มความแข็งแรงทนทาน (Endurance) เหมาะกับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและไขมันส่วนเกินมากที่สุด พลังงานที่ใช้ออกกำลังจะดึงมาจากไขมันส่วนเกินในร่างกาย

โซน 3 Moderate 70-80 % ออกกำลังกายแบบปานกลาง ช่วยเพิ่มความฟิต (Aerobic fitness) ได้ดีที่สุด จะรู้สึกเหนื่อยแบบสม่ำเสมอ มีเหงื่อออกมากขึ้น ยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ การออกใน Zone นี้ สามารถลด ไขมัน น้ำตาล และลดน้ำหนักได้ เป็นโซนที่ได้ประโยชน์ที่สุดเหมาะกับคนทั่วไปที่ต้องการออกกำลังเพื่อสุขภาพ

โซน 4 Hard 80-90 % หรือ Tempo Train ออกกำลังกายแบบหนัก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกายในการออกกำลัง จะรู้สึกเหนื่อย พูดได้เป็นคำๆ หายใจเร็ว มีการตึงล้าของกล้ามเนื้อ เหมาะกับนักกีฬาหรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการเพิ่มความทนให้กลับกล้ามเนื้อและการออกกำลังกาย

โซน 5 Very Hard 90-100 % หรือ HITT( High Intensity Training) ออกกำลังกายแบบเต็มพิกัด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกายในการออกกำลัง และความเร็ว จะรู้สึกเหนื่อยมาก พูดขณะออกกำลังได้ลำบาก หายใจเร็ว มีการตึงล้าของกล้ามเนื้อได้มาก เหมาะสำหรับการฝึกซ้อมนักกีฬาที่เตรียมแข่งขัน

โค้ชเบนซ์ ยังแนะนำอีกว่า ตามที่องค์กรอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่สนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีจากการลดพฤติกรรมเนือยนิ่งและหันมาออกกำลังกาย ได้แนะนำว่า ควรออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที อาทิตย์ละอย่างน้อย 150 นาที โดยผสานการออกกำลังกายทั้ง 3 แบบคือ คาร์ดิโอ การใช้แรงต้าน และการยืดเหยียด

สำหรับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ คือการออกกำลังกายที่ไม่เน้นการใช้พลังจากมัดกล้ามเนื้อในระดับรุนแรง แต่เน้นการขยับเขยื้อนร่างกายซึ่งมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น ควรออกกำลังกายแบบนี้อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ มาที่การออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน คือการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเช่น ต้นแขน ต้นขา หัวไหล่ หน้าท้อง หน้าอก เกร็งโดยใช้น้ำหนักและแรงโน้มถ่วงของตัวเอง เช่น บอดี้เวท เวทเทรนนิ่ง เป็นต้น และสุดท้ายคือการออกกำลังกายแบบยืดเหยียด เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อลดการบาดเจ็บและทำให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น ซึ่งในแต่ละครั้งของการออกกำลังกายควรผสมผสานการออกกำลังกายทั้ง 3 รูปแบบ เพื่อพัฒนาร่างกายของเราเองให้ครบทุกด้าน

การออกกำลังกาย ทำให้เราค้นพบชีวิตใหม่

แน่นอนว่าเส้นทางของการออกกำลังกายเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นไม่ได้ง่ายเลย หลายๆ คนล้มเลิกไปหลายครั้ง และกลับมาใช้พฤติกรรมแบบเดิมที่จะนำมาสู่การเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันสูง มะเร็ง โรคอ้วน เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็มีต้นเหตุมาจากพฤติกรรมการไม่ออกกำลังกาย และพฤติกรรมการกินที่ติดรสชาติ หวาน มัน เค็ม

แต่สำหรับคนที่ออกกำลังกายและสู้ไปจนถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้นั้น หลายๆ คนค้นพบว่า ระหว่างเส้นทาง ได้ทั้งวินัยในการฝึกฝน ความอดทนและการเอาชนะใจตัวเองในการลุกขึ้นมาออกกำลังกาย การข้ามพ้นความอยากยอมแพ้ระหว่างทางหรือที่นักกีฬาเรียกกันว่าปีศาจข้างทาง เมื่อเจอปัญหาอะไรที่ยากๆ ในชีวิตก็สามารถก้าวข้ามไปได้อย่างง่ายดาย เพราะความอดทนและการต่อสู้จากบทเรียนของการพิชิตเป้าหมายในการออกกำลังกายเหมือนจะยากเย็นกว่ามาก

ในมุมมองของโค้ชเบนซ์เอง เล่าให้ฟังว่า ในคลาสออกกำลังกายทุกๆ คลาสที่ได้เทรนนั้น เห็นบรรยากาศของความสนุกสนาน มุ่งมั่น เพราะบางคนเครียดจากงานก็ออกกำลังกายเพื่อผ่อนคลายความเครียด หรือออกกำลังกายเพื่อลดอาการของโรคที่เป็น ป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้น ป้องกันออฟฟิศซินโดรม ฃหรือเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่เหนื่อยหอบ ร่างกายแข็งแรง รวมทั้งเพื่อเป้าหมายของการชะลอวัย ทำให้กระตุ้นการหลั่งเอ็นโดรฟิน หรือสารแห่งความสุข เมื่อเราออกกำลังกาย อย่างน้อย 20-30 นาที จะทำให้เรามีความสดชื่น มีความตื่นตัว แจ่มใส มีบุคคลิกภาพที่ดีมีความสุข

“ผมเห็นคนที่มาออกกำลังกายส่วนใหญ่ที่มาเพื่อสุขภาพ เพื่อลดน้ำหนักแล้ว ยังได้กลุ่มเพื่อนใหม่ๆ ชักชวนกันทำสิ่งที่ดีๆ สุขภาพดีไปด้วยกัน ได้พบปะสังสรรค์และทำให้มีความสุขเพิ่มมากขึ้น และมากไปกว่านั้นสำหรับตัวผมเอง ก็มีความสุขที่ได้ใช้ความรู้ทางวิชาชีพถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆ ผมอยากชักชวนทุกคนมาออกกำลังกาย การเดินระหว่างวันทำงาน อาจไม่ใช่การออกกำลังกายอย่างแท้จริง ให้คิดว่าการออกกำลังกายเป็นเหมือนการทานข้าวที่ขาดไม่ได้ อยากให้ทำให้ได้ครบทั้ง 3 แบบ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนอ้วนหรือเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพเท่านั้น แต่คนปกติก็ต้องออกกำลังกาย และหากีฬาที่ชอบ เหมาะกับตัวเอง และจะมีความสุขกับการออกกำลังกายในที่สุดครับ” โค้ชเบนซ์ทิ้งท้าย

นอกจากรูปร่างที่ดีที่ได้มาจากการออกกำลังกายแล้วนั้น ยังได้ความสุข มิตรภาพ ความพยายาม ความอดทน การฝ่าฟัน ที่รวมๆ อยู่ในทุกครั้งของการฝึกฝนการออกกำลังกายของตนเอง ลองเอาชนะใจตัวเองให้ได้ในทุกวันแล้วเราจะพบว่า ความสุขของการออกกำลังกายเป็นความสุขที่พิเศษมากเลยทีเดียว