Menu

หมวดหมู่: การดูแลสุขภาพ

คาร์ดิโอ VS เวทเทรนนิ่ง เราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหน?

คาร์ดิโอ คืออะไร? การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อของหัวใจ และปอดให้แข็งแรง ช่วยลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่หัวใจ และ อ่านต่อ

คาร์ดิโอ คืออะไร?
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อของหัวใจ และปอดให้แข็งแรง ช่วยลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่หัวใจ และปอดได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ ปรับระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ และยังเผาผลาญพลังงานจากการทานอาหารส่วนเกินได้อีกด้วย

 

 

คาร์ดิโอ เหมาะกับใคร?
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เหมาะกับผู้ที่มีความกังวลในเรื่องของสุขภาพหัวใจ หลอดเลือด ความดันโลหิต ปอด รวมไปถึงคนที่อยากลดน้ำหยัก ลดความอ้วน และคนที่สนใจดูแลสุขภาพโดยรวม อยากมีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรง ชะลอความเสื่อมของส่วนต่างๆ ในร่างกาย อยากให้ตัวเองไม่เหนื่อยง่าย มีแรงเดินวิ่ง หรือขึ้นบันได ปีนเขาได้สบายๆ เป็นต้น

คาร์ดิโอ ออกกำลังกายด้วยวิธีใดบ้าง?
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือแบบที่มีแรงกระแรกสูง และแรงกระแทกต่ำ
การออกกำลังกายคาร์ดิโอในแบบแรงกระแทกสูง เหมาะสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องของกระดูก หรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไป

• วิ่ง
• กระโดดเชือก
• เต้นแอโรบิก หรือออกกำลังกายด้วยท่าทางพื้นฐานหนักๆ เช่น T25
• เต้นซุมบ้า

การออกกำลังกายคาร์ดิโอในแบบแรงกระแทกต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความกังวลในปัญหากระดูก เช่น กระดูกข้อเท้า กระดูกหัวเข่า หรือมีน้ำหนักตัวมากเกินไป จึงไม่สามารถรองรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากการใช้แรงขาลงกับพื้นหนักๆ

• ขี่จักรยาน
• ว่ายน้ำ
• เดิน
• พายเรือ
• ออกกำลังกายบนเครื่องเดินวงรี (Elliptical trainer)
• ออกกำลังกายด้วยเครื่องปั่นจักรยานท่อนบน (Upper Body Ergometer)
• ออกกำลังกายในน้ำ

ระยะเวลาในการเล่นคาร์ดิโอ
ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการออกกำลังกายแบบไหน ขอให้ใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีเป็นต้นไป และออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีพัก หรือพักในแต่ละครั้งไม่เกิน 5 นาที เลือกระดับความเร็ว และความยากในการออกกำลังกายให้เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป เน้นออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องให้นาน มากกว่าที่จะเน้นเรื่องของการทำเวลาให้เร็วแต่ได้ไม่นาน เช่น ความเร็วในการวิ่ง ความชันในการปั่นจักรยาน หรือความยากของท่าแอโรบิกไม่ต้องมาก แต่ขอให้เน้นการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องมากกว่า เมื่อร่างกายปรับคุ้นชินกับระดับเดิมๆ ได้แล้ว ให้ค่อยๆ ปรับท่าให้ยากขึ้น หรือความเร็วให้มากขึ้นทีละเล็กละน้อย

___________________

เวทเทรนนิ่ง คืออะไร?
เวทเทรนนิ่ง เป็นการออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อที่อาศัยแรงของน้ำหนักจากอุปกรณ์ต่างๆ ในการเพิ่มแรงต้านทาน (หรืออาจจะเป็นน้ำหนักของร่างกายตัวเอง) เมื่อเพิ่มแรงต้านทานให้กับกล้ามเนื้อเป็นประจำ จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดการปรับตัว และแข็งแรงขึ้น สามารถต้านทานกับแรง หรือน้ำหนักต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

เวทเทรนนิ่ง เหมาะกับใคร?
การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งเหมาะกับคนที่อยากมีรูปร่างทรวดทรงองค์เอวที่กระชับเข้ารูป และได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งผู้ชายที่อยากเพิ่มกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หรือสร้างซิกซ์แพ็คบนหน้าท้อง นอกจากเรื่องของรูปร่างแล้ว การเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อยังมีความสำคัญในการเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย สามารถออกแรงได้มากขึ้น เช่น ยกของหนักได้ ออกแรงเตะชกต่อยได้แรงขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นผลดีต่อร่างกายโดยรวมเมื่ออายุมากขึ้น มวลของกล้ามเนื้อจะค่อยๆ ลดลง ดังนั้นหากรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเอาไว้เหมือนเดิม นอกจากรูปร่างจะกระชับเป็นสัดส่วนได้เหมือนเดิมแล้ว ยังช่วยลดไขมันตามอวัยวะต่างๆ ได้อย่างเห็นผลอีกด้วย

เวทเทรนนิ่ง ออกกำลังกายด้วยวิธีใดบ้าง?
การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง จำเป็นต้องมีตัวช่วยที่เพิ่มแรงต้านทานให้กับกล้ามเนื้อ ได้แก่ ดัมเบล ตุ้มน้ำหนัก อุปกรณ์ยกน้ำหนักต่างๆ ในฟิตเนส หรืออาจจะเป็นการออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักของตัวเองเป็นแรงต้านทานเอง เช่น บาร์โหนตัว เป็นต้น

คนที่เริ่มต้นออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งเป็นครั้งแรก ควรได้รับคำแนะนำจากเทรนเนอร์ หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน เพราะหากใช้น้ำหนัก หรือท่าทางในการออกกำลังกายผิดวิธี อาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บ กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือถึงขั้นกระดูกหักได้ หรืออาจจะค้นหาคลิปวิดีโอในอินเตอร์เน็ต แล้วออกท่าทางตามในคลิปอย่างเคร่งครัดได้เช่นกัน

ระยะเวลาในการเล่นเวทเทรนเนอร์
น้ำหนักที่ใช้ยกในเบื้องต้น ควรเริ่มจากน้ำหนักเบาๆ ก่อน เน้นน้ำหนักที่ไม่หนักมาก แต่ยกได้หลายครั้ง ดีกว่าการเลือกน้ำหนักที่หนักมาก แต่ยกได้ไม่นาน ฝึกในน้ำหนักที่คิดว่าพอทนไหวไปราวๆ 3-4 สัปดาห์ แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักมากขึ้น หรือเพิ่มความยากของท่าที่ใช้ออกกำลังกายมากขึ้นทีละเล็กละน้อย ที่สำคัญคือการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องราว 30 นาทีขึ้นไป หรือพักในแต่ละครั้งไม่เกิน 5 นาที

นอกจากนี้พยายามเล่นเวทเทรนนิ่งให้ได้หลายๆ ส่วน อย่าเน้นไปที่ส่วนใดส่วนเดียว เช่น เขน ขา หน้าท้อง สะโพก แตต่ให้เล่นสลับๆ กันไปในแต่ละวัน เช่น วันจันทร์เล่นส่วนขากับสะโพก วันอังคารเล่นส่วนหน้าท้องกับแขน เป็นต้น เพราะหากมีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ จะได้พักกล้ามเนื้อส่วนนั้นแล้วไปเล่นกล้ามเนื้อส่วนอื่นก่อนแทน
____________________

เราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหน?
จริงๆ แล้ว อยากแนะนำให้ออกกำลังกายทั้งสองอย่างควบคู่กันไปด้วย เพราะหากอยากคาร์ดิโอให้ได้เต็มที่ ต้องอาศัยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงในการวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก รวมถึงการเวทเทรนนิ่งที่ยังต้องการคาร์ดิโอมาเสริมให้มีพละกำลังที่จะออกแรงมากๆ ได้เรื่อยๆ เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หมอผิง หรือ พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล อธิบายว่า ลำดับการออกกำลังกายก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้ หากอยากเน้นการเผาผลาญพลังงานเพื่อการลดน้ำหนัก และเน้นกระชับรูปร่าง สร้างกล้ามเนื้อ ให้เล่นเวทเทรนนิงก่อนคาร์ดิโอ แต่ถ้าหากอยากเน้นพัฒนาการในการวิ่ง เพื่อการวิ่งมาราธอน ควรวิ่ง หรือเล่นคาร์ดิโอก่อนเวทเทรนนิ่ง หรือออกกำลังกายแต่ละประเภทแยกไปในแต่ละวัน

นอกจากนี้ หากมีอายุที่มากขึ้นแล้ว ร่างกายอาจไม่แข็งแรงเท่าสมัยยังเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน อาจลองออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเบาๆ ก่อน แล้วค่อยเริ่มเล่นเวทเทรนนิ่งต่อ เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายได้

5 วิธีง่ายๆ ช่วยลด “คอเลสเตอรอล” หรือ “ไขมันในเลือด” อย่างได้ผล

ใครที่ได้ไปตรวจสุขภาพประจำปีมาแล้วต้องตกใจกับตัวเลขของไขมันในเลือดที่พุ่งสูงจนตัวเองยังตกใจ และไม่เข้าใจว่าตัวเลขนี้มาจากไหน ทั้งๆ ที่น้ำหนักก็ไม่ได้เ อ่านต่อ

ใครที่ได้ไปตรวจสุขภาพประจำปีมาแล้วต้องตกใจกับตัวเลขของไขมันในเลือดที่พุ่งสูงจนตัวเองยังตกใจ และไม่เข้าใจว่าตัวเลขนี้มาจากไหน ทั้งๆ ที่น้ำหนักก็ไม่ได้เกินมาตรฐาน รูปร่างก็ไม่ได้อ้วน และอาหารการกินก็ไม่ได้ทานอะไรที่คิดว่าจะเพิ่มไขมันในเลือดได้เลย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ไขมันที่อยู่รอบพุง รอบต้นแขน ต้นขา เป็นคนละชนิดกันกับไขมันที่อยู่ในเลือด ไขมันในเลือดจะสูงหรือต่ำ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่น้ำหนัก หรือรูปร่างของร่างกาย เพราะไขมันที่อยู่ในเลือดเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ว่ามีคนผอมๆ หลายคนต้องตกใจเมื่อตรวจเจอว่าตัวเองมีปริมาณไขมันในเลือดสูงกว่าคนอ้วนหลายๆ คนเสียอีก ดังนั้น การลดไขมันในเลือดจึงไม่อาจมองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้จากการมองดูด้วยตาภายนอก จะเช็กได้ก็ต่อเมื่อเจาะเลือดแล้วให้ทีมแพทย์เป็นผู้ตรวจเท่านั้น

 

 

ลดคอเลสเตอรอลทำได้อย่างไร ?
ไขมันในเลือดสูง เป็นต้นเหตุของโรคอันตรายหลายโรค เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตีบ หัวใจล้มเหลว ไขมันพอกตับ เบาหวาน และโรคอื่นๆ ดังนั้นก่อนที่จะเกิดโรคเหล่านี้ เราจึงควรพยายามลดไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้ได้เร็วที่สุด มีวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดไขมันในเลือดได้ ดังนี้

1. ออกกำลังกาย
วิธีแรกๆ ที่อยากแนะนำ ก่อนจะพูดถึงเรื่องอาหารการกิน คือเรื่องออกกำลังกาย เพราะคนส่วนใหญ่มักคิดว่าไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายมาจากอาหาร จึงเริ่มลดอาหารก่อน อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ความคิดที่ผิด แต่การลดไขมันในเลือดอย่างได้ผล ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ ที่จะช่วยลดไขมันเลว และเพิ่มไขมันดีในร่างกายได้ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเปลี่ยนคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ให้กลายเป็นไขมันดีได้ โดยวิธีออกกำลังกายที่จะช่วยลดไขมันในเลือดได้เป็นอย่างดี คือการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ที่เน้นการออกกำลังหัวใจให้แข็งแรง กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่อยากแนะนำ คือ วิ่ง แอโรบิค ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ การเล่นกีฬาชนิดต่างๆ รวมไปถึงกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายของเราเหนื่อยหอบ มีเหงื่อไหลชุ่ม สามารถสลับวิธีการออกกำลังกายไปได้เรื่อยๆ แต่ควรใช้เวลาในการออกกำลังกายติดต่อกันอย่างน้อย 30 นาทีเป็นต้นไป ถ้าไม่ไหวให้ลดกำลังลง เช่น เปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดิน ลดความเร็วในการปั่นจักรยานลง เปลี่ยนท่าแอโรบิคเป็นท่าที่เบาลง หรือเปลี่ยนจากว่ายน้ำมาเป็นการตีขาเบาๆ แทน แต่ให้ทำกิจกรรมเหล่านั้นติดต่อกัน 30 นาทีให้ได้ และควรออกกำลังกายให้ได้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเล่นวันเว้นวัน หรือเล่นวันจันทร์ถึงพฤหัส แล้วหยุดศุกร์เสาร์อาทิตย์ก็ได้

นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยลดไขมันในเลือดได้อย่างได้ผลมากๆ แล้ว สิ่งที่เราได้รับเพิ่ม คือความแข็งแรงของหัวใจ ที่จะไม่ทำให้เราเหนื่อยง่ายเมื่อต้องเดิน หรือวิ่งในชีวิตประจำวัน

คำแนะนำเพิ่มเติม : เพื่อให้การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น ควรออกกำลังกายอบบเวทลิฟติ้ง (Weight Lifting) ควบคู่กันไปด้วย เช่น การยกน้ำหนัก ดัมเบล ลูกตุ้ม หรือใช้อุปกรณ์ในฟิตเนส หรือยิม เพราะการออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ทำให้มีกำลังในการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเพิ่มขึ้น และยังได้รูกร่างสัดส่วนที่กระชับสวยงามมากขึ้นอีกด้วย

2. ลดการทานอาหารที่มีพลังงานสูงเกินไป
อาหารที่มีไขมันสูง ไม่ได้มีเพียงขาหมู ข้าวมันไก่ เนื้อหรือหมูติดมัน หรือของทอดที่เราเห็นไขมันด้วยสายตาเท่านั้น แต่รวมถึงอาหารที่มีการใช้ “ของเทียม” เยอะ เช่น ขนมปังเบเกอรี่ต่างๆ ที่มีการใส่เนยเทียม ครีมเทียมเยอะ หรือที่เราเรียกว่า “ไขมันทรานส์” นั่นเอง

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงอาหารที่มีแป้งไม่ขัดสี และน้ำตาลสูง เช่น ขนมขบเคี้ยว ของหวานชนิดต่างๆ เครื่องดื่มรสหวานมัน ฯลฯ และอาหารที่ผ่านกรบวนการแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม โบโลญญ่าต่างๆ อีกด้วย

3. ทานอาหารไขมันต่ำ
เลี่ยงอาหารเหล่านี้ด้วยการหันมาทานอาหารประเภทต้ม นึ่ง หรือย่างมากยิ่งขึ้น (ย่างด้วยไฟอ่อน ไม่ไหม้เกรียมจนเกินไป) ลดการทานแกงกะทิ หลีกเลี่ยงการทานเนื้อติดมัน และหนังสัตว์ เช่น หนังหมู หนังไก่ หนังปลา ลดเครื่องในสัตว์ และหลีกเลี่ยงการทานอาหารมากเกินความจำเป็น หากมีความต้องการที่จะทานอาหาร หรือเรียกง่ายๆ ว่าหิวยามบ่าย หรือยามดึก พยายามเลือกทานเป็นผลไม้น้ำตาล/แป้งต่ำ อย่าง ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิ้ล แก้วมังกร แคนตาลูป หรือถ้าหิวก่อนออกกำลังกาย ให้เลือกทานอีเนอจี้บาร์ (energy bar) ที่เป็นธัญพืชอบแท่ง หรือกล้วยสด เพื่อให้พลังงานที่เหมาะสม ก่อนเริ่มออกกำลังกาย และหากต้องการทานแป้ง เลือกข้าวไม่ขัดสีอย่าง ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ และขนมปังโฮลวีท จะดีกว่า

คำแนะนำ : หากจะทานผลไม้ ควรทานทั้งกาก คือทานทั้งชิ้นสดๆ ไม่คั้นดื่มเฉพาะน้ำ เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินไปกับกากอาหารเยอะมาก และที่เราได้ดื่มส่วนใหญ่จะเป็นน้ำตาลเสียมากกว่า และหากเราทานสดทั้งชิ้นพร้อมกากใยอาหาร จะช่วยให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้นอีกด้วย

4. เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มแอลกอฮอล์
สองปัจจัยนี้ทำให้ร่างกายเกิดการสะสมของไขมันในเลือดได้เช่นกัน ดังนั้นหากอยากมีสุขภาพดี ควรเลือกพฤติกรรมทั้งสองอย่างนี้ด้วย

5. ลดการทานไข่แดง อาหารทะเล นมวัวสูตรปกติ
เฉพาะคนที่มีไขมันในเลือดสูงมากจริงๆ ควรลดการทานไข่แดงวันละไม่เกินครึ่งฟอง ลดการทานกุ้ง หอย ปลาหมึก และเปลี่ยนการดื่มนมเป็นสูตรพร่อมมันเนย แต่ใครที่ไม่ได้มีไขมันอยู่ในสูงมากจนต้องทานยา ยังสามารถทานอาหารเหล่านี้ได้ตามปกติ (ตามปกติ คือไม่ได้ให้ทานมากเกินไป แต่สามารถทานได้วันละนิดวันละหน่อยตามปกติ)

หากปฏิบัติให้ได้ตาม 5 ข้อนี้แล้ว สัญญาณของไขมันในเลือดยังไม่ดีขึ้นภายใน 4 เดือนถึง 1 ปี ควรพบแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขด้วยวีธีอื่น เพราะคุณอาจกำลังเสี่ยงมีไขมันในเลือดสูงจากสาเหตุอื่นที่ต้องทำการรักษาเพิ่มเติมด้วยการใช้ยา เช่น กรรมพันธุ์จากครอบครัว หรือเป็นผลข้างเคียงมาจากวิธีการรักษาโรคประจำตัวอื่นๆ เป็นต้น

ที่ท่องเที่ยวประเทศเกาหลี

ออกกำลังกายอย่างไร เผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด?

Fat Burn Zone ช่วงเวลาที่การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญไขมันได้มากที่สุด เคยลองสังเกตไหมคะว่า ถ้าเราปั่นจักรยานแบบกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ กับลองปั่นจักรยานแบบป อ่านต่อ

Fat Burn Zone ช่วงเวลาที่การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญไขมันได้มากที่สุด
เคยลองสังเกตไหมคะว่า ถ้าเราปั่นจักรยานแบบกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ กับลองปั่นจักรยานแบบปั่นสุดแรงเกิด ความเหนื่อยจะแตกต่างกันเยอะ หัวใจเต้นตุบๆ ช่วงที่เป็น fat Burn Zone คือช่วงที่ออกกำลังกายหนักปานกลาง แต่ต่อเนื่อง ไม่เหนื่อยหอบมากจนเกินไป แต่ก็รู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้น ซึ่งมักจะพบเมื่อเราปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค วิ่ง ว่ายน้ำ และอื่นๆที่ไม่ใช่การยกเวท ในความเร็วระดับปานกลาง และจังหวะคงที่ไปสักระยะ อาจจะอยู่ที่ 15-30 นาทีแล้วแต่ความแข็งแรงของแต่ละคน

หากเริ่มออกกำลังกายหนักขึ้น จะเริ่มเป็นการ Cardio ที่จะเริ่มเป็นการออกกำลังกายหัวใจ ซึ่งร่างกายอาจจะทนช่วงนี้ได้ไม่นานเท่ากับช่วง Fat Burn Zone ที่เป็นการออกกำลังกายระดับปานกลาง แต่ยาวนานกว่า

สังเกตอย่างไร ว่ากำลังออกกำลังกายช่วย Fat Burn Zone อยู่หรือเปล่า?
หากเป็นการออกกำลังกายช่วงปานกลาง หรือช่วง Fat Burn Zone จะมีความเหนื่อยในระดับที่พอจะยังพูดประโยคยาวๆ ได้บ้าง แต่รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น และร้องเพลงยาวๆ ไม่ได้ ทั้งนี้ต้องออกกำลังกายระยะนี้ให้ได้ 30 นาทีเป็นอย่างต่ำ เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายใหม่ๆ หรือผู้สูงอายุ

แต่หากเป็นการออกกำลังกายระดับ Cardio ที่หัวใจจะเต้นแรงขึ้นมาก จะพูดได้แค่ประโยคสั้นๆ หรือเป็นคำๆ หายใจถี่ขึ้นแต่ไม่ถึงกับหอบแฮ่กๆ อาจจะใช้เวลาน้อยลงเพียง 15-20 นาที เหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว หรือเป็นนักกีฬา

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนออกกำลังกาย ควรเช็คสภาพร่างกายตัวเองให้ดีว่าก่อนหน้านี้ทานอาหารมาเรียบร้อย มีพลังงานสำหรับออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอ วอล์มร่างกาย และ cool down หลังออกกำลังกายเสร็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นลมหมดสติ หรืออาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างออกกำลังกาย

การดูแลและการรักษาสัตว์เลี้ยง